K Pop Camp

K Pop Camp เป็นโครงการในการสร้างตัวตนและปลุกปั้นความเป็นศิลปินในตัวนักศึกษา สำหรับโครงการนี้นั้นจะถูกจัดขึ้นทุกๆปีที่สถานศึกษาที่มีชื่อว่า Hanlim Art School ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในกรุง Seoul โดยโรงเรียนแห่งนี้นั้นได้รับการขนานนามว่าเป็นโรงเรียนชื่อดังที่ปั้นศิลปินเกาหลีที่โด่งดังมากมาย ทำให้มีคนจำนวนมากนั้นให้ความสนใจกับโรงเรียนแห่งนี้

โดยเฉพาะคนที่อยากจะมีอนาคตทางด้านวงการบันเทิงหรือด้านวงการเพลง ก็ล้วนที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนแห่งนี้เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ นอกจากนี้การเรียนที่โรงเรียนนี้นั้นหรือเข้าร่วมโครงการ K Pop Camp นั้นเมื่อเรียนจบหลักสูตรแล้วก็ยังได้รับใบประกาศนียบัตร

เพื่อเป็นสิ่งการันด้วยว่าเรานั้นได้ผ่านการฝึกอบรวมในเรื่องการร้อง เล่น เต้น ต่างๆและสามารถทำได้ดีและสมบูรณ์แบบด้วย ก็ถือว่าได้ทั้งประสบการณ์และได้ทั้งเครื่องการันตรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็สามารถที่จะนำไปต่อยอดในการเป็นเด็กฝึกหรือการเข้าประกวดในด้านต่างๆของวงการบันเทิงได้

สำหรับ K Pop Camp นั้นจะเป็นการสมัครเพื่อเข้าไปศึกษาในด้านการบรรเทิงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการร้อง แร็ป เต้น และการวางตัวในการเป็นศิลปินหรือคนในวงการบรรเทิงเป็นต้น โดยการเรียนนั้นจะมีการเรียนการสอนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปยังระดับเลเวลสูงๆด้วย ซึ่งหลักสูตรนั้นก็แล้วแต่เราจะเลือกเรียนได้ ซึ่งมีให้เลือกเรียนมากมายหลายหลักสูตรและคนที่ร้อง เต้น ไม่เป็นเลยนั้นก็สามารถเข้าเรียน

เ แต่ก็อาจจะต้องมาฝึกในขั้นเริ่มต้นเลยนั่นเอง ก็อาจจะเสียเวลาพอสมควรถ้าหากไม่มีพื้นฐานและต้องการเรียนจนสามารถร้อง แร็ป เต้นได้ ซึ่งทางโรงเรียนนั้นก็ไม่ได้มีการกำหนดอายุในการเริ่มต้นเข้าเรียนแค่มีช่วงอายุที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ก้เพียงพอแล้ว แต่เขาอาจจะจำกัดไม่ให้เกินช่วงอายุ20ปี เพราะถ้าหากอายุมากกว่านี้แล้วการเรียนการสอนจะเป็นไปได้ยากนั่นเองและอาจจะทำให้เสียเวลาในการเรียนด้วย 

การเรียนการสอนจะเน้นไปในสามเรื่องหลักก็คือ การเต้น การแร็ป และการร้องเพลงแต่อาจจะมีการเพิ่มมนหลักสูตรด้านดนตรีด้วยเพื่อให้เรานั้นเมีความสามารถอย่างครบเครื่องนั่นเอง ซึ่งทางรงเรียนถือว่าเป้นโรงเรียนที่มีความพร้อมในการให้การศึกาและเรียนรู้อย่างมาก โดยช่วงแรกของการเรียนนั้นก็จะมีการเน้นไปในเรื่องของทฤษฎี

เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในการร้อง แร็ปและเต้นก่อน แต่จะเน้นปฎิบัติจริงมากกว่าหลังจากเรียนรู้ทฤษฎีในเบื้อต้นแล้ว เพราะการปฏิบัติจริงนั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้นักเรียนนั้นได้ทดลองทำในสิ่งๆต่างๆ ทั้งการร้อง การแร็ปและการเต้นและครูผู้สอนจะได้ทราบว่านักเรียนแต่ละคนนั้นมีความสามารถในด้านใดบ้างและคิดวางแผนว่าจะพัฒนานักเรียน

แต่ละคนนั้นไปในแนวทางแบบใดนั่นเองสำหรับคนที่ชื่นชอบในเรื่องของการร้อง แร็ปและเต้นและอยากที่จะหาประสบการณ์การเข้าโครงการ K Pop Camp นั้นถือว่าเป็นช่องทางที่จะเปิดโอกาสให้เรานั้นสามารถเข้าไปโลดแล่นในวงการ K Pop หรือวงการบรรเทิงทั้งในกาหลีและในประเทศไทยได้ด้วย

 

 

ขอบคุณ   www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน  ที่ให้การสนับสนุน

ศิลปะที่แตกต่าง

ศิลปะเป็นคำกว้างๆทีมีการกำหนดลักษณะและรูปแบบต่างๆขึ้นมาแต่ความเป็นจริงแล้วนั้นคำว่าศิลปะมีความหมายมากกว่าที่เรานั้นคิด ศิลปะไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์ผลงานด้านกสดวาดภาพระบายสีเพียงเท่านั้นแต่ยังมีศิลปะอื่นๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต การพูด หรือการกระทำสิ่งต่าง ๆก็ล้วนเป็นสิ่งที่จะต้องพึ่งพาความเป็นศิลปะ

เพื่อทำให้สิ่งนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นและมีความสวยงามของสิ่งต่างๆเหล่านั้น ศิลปะจึงมีความแตกต่างกันออกไปทั้งในด้านลักษณะการใช้งาน อารมณ์ความรู้สึกเมื่อได้สัมผัสกับศิลปะชนิดต่างๆและเมื่อศิลปะแต่ละด้านนั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนสร้างสรรค์ให้เกิดความแตกต่างมากเท่าไหร่ สิลปะนั้นก็จะเป้นสิ่งที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีก

ศิลปะการวาดภาพ การวาดภาพนั้นมีมาตั้งแต่ในสมัยยุคหิน โดยในสมัยนั้นการวาดภาพพบได้ตามการวาดไปตามผนังหรือหน้าผาต่างๆในป่า เพื่อเป็นการบอกเล่าเรื่องราวหรือเป็นการบันทึกเหตุการณืที่สำคัญและก็ยังคงมีการสร้างสรรค์ในลักษระนั้นอยู่เรื่อยมา แต่มนุษย์เริ่มมีพัฒนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้นภาพวาดจึงมีความสวยขงามขึ้น

โดยในยุคก่อนนั้นจะเน้นเป็นการวาดภาพเหมือนเพื่อให้รู้ว่าเหตุการณ์ที่ศิลปินหรือผู้ที่สร้างสรรค์นั้นต้องการจะสื่อคืออะไร แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปศิลปะเดิมๆเป็นสิ่งที่น่าเบื่อจึงเกิดการสร้างสรรค์ศิลปะแบบใหม่ๆขึ้นจนกลายเป็นศิลปะที่แตกต่างออกไปจากเดิมอย่างเช่น สมัยก่อนนั้นการวาดภาพเป็นการวาดเพื่อความสวยงามและเสมือนจริงหรือการวาดเหตุการร์ที่เคยเกิดขึ้น

แต่ในยุคต่อมาเมื่อศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่แตกต่าง ก็คือการเน้นการวาดภาพไปตามความรู้สึกและจินตนาการแต่ยังคงอยู่บนพื้นฐานความดเป็นจริงหรือในบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ออกมาจากจินตนาการของศิลปินทั้งหมด ก็ถือว่าเกิดศิลปะแบบใหม่และเป็นศิลปะที่แตกต่างออกไปจากเดิมนั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้นศิลปะนี้ก็มีการถ่าทอดมาจนรุ่นสื่อรุ่นและมีการจินตนาการที่สวยงามมากขึ้นอีกด้วย ผลงานที่ถือว่าเป็นผลงาชิ้นเอกของโลกและเป็นผลงานที่สร้างความแตกต่างออกจากงานศิลปะแบบเดิมเลยนั้นก็คือผลงานของ วินเซนต์ แวนโก๊ะอย่างภาพวาด Starry night เป็นภาพวาดที่สร้างความแตกต่างจากภาพวาดอื่นๆอย่างมากเลยทีเดียว

และเป้นภาพวาดที่บ่งบอกถึงความรู้สึกอย่างดีที่สุดด้วยว่าในขณะนั้นแวนโก๊ะนั้นได้เห็นภาพอย่างไรขณะที่เขานั้นกำลังเผชิญกับอาการป่วยและกำลังรักษาโรคทางจิตอยู่ในขณะนั้นด้วย ก็ถือว่าเป็นผลงานทางศิลปะที่ได้รับความนิยมและยังคงมีการพูดถึงจนกระทั่งปัจจุบัน ถึงความแตกต่างที่แวนโก๊ะนั้นได้สร้างสรรค์ผลงานเอาไว้

อย่างไรก็ตามผลงานที่น่าสนใจที่สุกดอาจจะไม่ใช้ผลงานที่สวยที่สุดแต่จะต้องเป็นผลงานที่มีความแปลกและแตกต่างที่สุกต่างหากถึงจะเกิดเป็นศิลปะที่แตกต่างขึ้นมาและผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่แตกต่างนั้นก็จะได้รับการยกย่องและเป็นผู้ที่สุดยอกในด้านวงการศิลปะนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย   UFABET เว็บตรง

แนวเพลงกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ยุคสมัยถือว่าเป็นสิ่งที่กำหนดในเรื่องราวที่หลายอย่าง แม้แต่แนวเพลงนั้นยุคสมัยก็เป็นตัวกำหนดได้ ดังนั้นแล้วเมื่อยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงไปสิ่งที่จะเปลี่ยนตามไปก็คือแนวเพลงนั่นเอง ซึ่งแนวเพลงเก่าๆที่เคยเกิดขึ้นนั้นก็อาจจะมีการรับฟังอยู่จากคนบางกลุ่มส่วนแนวเพลงใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นก็จะเป็นแนวเพลงที่ได้รับความนิยมในการฟังและได้รับความนิยมในการต่อยอดหรือในการพัฒนาแนวเพลงเหล่านั้นให้มีความน่าสนใจมากขึ้นไปนั่นเอง

แนวเพลงนั้นเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและมีการพัฒนาต่อยอดไปได้ไกลด้วย ทำให้ในปัจจุบันนี้นั้นจึงมีแนวเพลงที่แปลกใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เพราะด้วยความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีที่สามารถนำมาผสมผสานและดัดแปลงให้เกิดเป็นเพลงและดนตรีแนวใหม่ๆขึ้นได้ด้วยนั่นเอง

ซึ่งแนวเพลงและดนตรีที่น่าสนใจนั้นก็มีมากมายเรามาดูกันว่าในแต่ละยุคนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านแนวเพลงและดนตรีไปแนวทางใดบ้างและแต่ละยุคนั้นแนวเพลงแบบไหนที่ได้รับความนิยมและสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นผลงานที่ได้รับความนิยมในยุคนั้นๆ

การฟังเพลงและดนตรีเริ่มเป็นสิ่งที่มีการสร้างสรรค์ เป็นที่ยอมรับและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเราในช่วงยุค 60 ช่วงนั้นถือว่าเป็นการเกิดขึ้นของแนวเพลงและดนตรีแนวใหม่มีความแปลกใหม่และแตกต่างออกไปจากแนวเพลงและดนตรีในยุคก่อนที่ฟังแล้วรู้สึกน่าเบื่อ ซึ่งเมื่อมีการเกิดขึ้นของแนวเพลงที่ใหม่และน่าสนใจทำให้คนเราในยุคนั้นอยากที่จะฟังเพลง

และเอาการฟังเพลงหรือเสพดนตรีนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตด้วยนั่นเอง โดยในช่วงยุค 60-70 นั้นแนวเพลงและดนตรีที่ได้รับการสนใจและเป็นที่ยอมรับมีผู้คนฟังเป็นจำนวนมากก็จะเป็นเพลงและดนตรีแนวร็อค

ซึ่งสมัยนั้นก็ไม่ได้เป็นเพลงและดนตรีแนวร็อคสะทีเดียว แต่มีการผสมผสานการร้องเพลงและดนตรีในแวต่างๆเข้าไปด้วย เพื่อให้เพลงนั้นมีความเบาลงทำให้เพลงในแนวร็อคนุคนั้นสามารถฟังได้ง่ายขึ้น โดยยุคนั้นก็จะเน้นเป็น ป๊อปร็อค แจ๊สร็อค โฟล์คร็อค และ ดิสโก้เป็นต้น ซึ่งมีการการผสมผสานแนงเพลงและดนตรีเหล่านี้เข้าด้วยกันอีกด้วยทำให้เพลงในยุคนั้นมีความนุ่มนวลและสามารถฟังได้อย่างเพลิดเพลินและทำให้คนในยุคนั้นถือว่าหลงไหลในการฟังเพลงอย่างมาก 

หลังจากการฟังเพลงที่มีความร็อคแต่ผสมผสานด้วยความนุ่มนวลของแนวเพลงและดนตรีต่างที่มีการผสมผสาน เมื่อผ่านเข้าช่วงยุค 70ตอนปลายถึงยุค80ตอนต้นนั้นก็เริ่มมีการมาฟังเพลงแนว ร็อค เมทัลมากขึ้นเนื่องจากผู้ฟังอาจจะเบื่อความนุ่มนวลและหันมาฟังแนวร้อคที่มีความรุนแรงขึ้นมาหน่อยนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตามแนวเพลงและดนตรีร็อคนั้นเป็นแนงเพลงและดนตรีที่ได้รับความนิยมอย่างดีตลอดมาจนถึงปัจจุบันถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านวงการเพลงอย่างมากมาย แต่แนงเพลงร็อคนั้นก็ยังคงนำมาดัดแปลงและผสมผสานให้เกิดความน่าสนใจที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคด้วย

 

 

สนับสนุนโดย   เว็บคาสิโนเปิดใหม่

การวิจารณ์ผลงานทางด้านศิลปะ

ผลงานศิลปะเป็นผลงานที่เป็นการแสดงออกจากอารมณ์ความรู้สึกและจินตนาการของผู้สร้างสรรค์ ดังนั้นแล้วผลงานที่แสดงออกมานั้นไม่ว่าจะเป็นการวาด การระบายสีหรือแม้กระทั้งการปั้น สิ่งต่างๆเหล่านี้นั้นก็ล้วนเป็นผลงานศิลปะที่อาจจะเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ได้ เนื่องจากสิ่งที่ศิลปินหรือผู้สร้างสรรคืได้มีการถ่ายทอดออกมานั้นก็อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรืออาจจะไม่เหมาะสมสำหรับคนบางกลุ่ม ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารร์ขึ้นมาได้นั่นเองและการวิพากษ์วิจารร์นั้นก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดแต่เป็นการแสดงออกจากความคิดเห็นความรู้สึกนึกคิดของผู้ชมผลงานเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการวิจารณ์นั้นจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดหลักศิลปะแต่การวิจารณ์ผลงานศิลปะนั้นควรจะเป็นการวิจารร์อย่างเหมาะสมและสมเหตุสมผลด้วย

สำหรับขั้นตอนในการวิจารย์ผลงานทางด้านศิลปะนั้นก็ถูกแบ่งออกเป็น5หัวข้อในการวิจารย์หลักๆได้แก่ ขั้นแรกคือขั้นตอนในการระบุข้อมูลของผลงาน ในขั้นตอนนี้นั้นผู้วิจารณษ์จะต้องมีการระบุข้อมูลโดยชัดเจนในการวิจารร์ว่า ข้มูลในสิ่งที่กำลังจะวิจารณ์นั้นไม่ว่าจะเป็นประเภทผลงาน ชื่อผลงานที่จะทำการวิจารย์ ชื่อของศิลปินที่เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ ขนาดของผลงาน เทคนิคที่นำมาใช้ในการสร้างสรรค์แม้กระทั่งวัสดุและวิธีการในการสร้างสรรค์ด้วย เมื่อทำการระบุข้อมูลเหล่านี้แล่วนั้น ผู้วิจารณ์จะทราบที่มาที่ไปของผลงานทำให้การวิจารร์นั้นเป็นไปอย่างซื่อตรงและมีเหตุมีผลมากที่สุด

ขั้นตอนการพรรณาผลงาน ในขั้นตอนนี้นั้นคือขั้นตอนในการบันทึกและจดจำภาพเหล่านั้นด้วยการมองเห็นหรือการใช้ตามองแต่ในการมองนั้นก็จะต้องใช้ความคิดควบคู่ไปด้วยว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือภาพอะไรและเป็นภาพลัการะแบบไหนมีการสร้างสรรค์ที่มีความแตกต่างน่าสนใจหรือไม่ เป็นต้น เมื่อเรามองเห็นอะไรแล้วเราก็นำสิ่งเหล่านั้นมาเรียบเรียงเป็นคำพูดและพรรณาออกมานั่นเอง

ขั้นตอนในการวิเคราะห์ ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนที่อาจจะต้องใช้ความชำนาญเพราะผู้วิจารร์นั้นควรนจะต้องรู้จักและจำแนกองค์ประกอลของศิลปะได้ จึงจะสามารถวิเคราะห์ในจุดนี้ได้ วิเคราะห์ว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นมีลักษณะอย่างไรและสิ่งนั้นมีความขัดแย้งหรือกลมกลืนกันมากเพียงใด ตามแบบความเป็นศิลปะหรือมไม่ซึ่งการวิเคราะห์นั้นก็แบ่งออกเป็นการวิเคราะห์ในด้านความสวยงามของศิลปะ ด้านของสาระของสิ่งที่ศิลปินนั้นสร้างสรรค์ สุดท้ายคือด้านอารมร์และความรู้สึก วิเคราะห์ว่าศิลปินนั้นต้องการที่จะสื่อสารอะไรออกมาจากผลงาน

ขั้นตอนการตีความหมาย ผู้วิจารณ์ผลงานสิลปะนั้นจะต้องตีความได้ว่าสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์สื่อสารออกมาทางผลงานนั้นมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคม เป็นต้น

ขั้นตอนในการประเมินผล ในขั้นนี้นั้นจะต้องนำสิ่งที่วิเคราะห์ในเบื้อต้นทั้ง4ข้อมารวมกันและประเมินผล ผลงานของศิลปินนั้นๆ มีการสรุปให้เห็นภาพว่าสิ่งใดเป็นข้อด้อยและสิ่งใดเป็นข้อดีที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากผลงานนั่นเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นก็จะเป็นประโยชน์สำหรับตัวศิลปินอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ศิลปินนั้นได้รับรู้ความรู้สึกและความคิดเห็นจากคนภายนอกที่ได้ชื่นชมผลงานของตัวศิลปินนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย    gclub ฟรีสปิน

ศิลปะ Guro เป็นมากกว่างานศิลป์แนวสยอง

ในบรรดาศิลปินทั่วโลกอาจทราบกันดีแล้วว่า ศิลปะแนว  Guro  เป็นงานศิลป์แนวสยอง แต่หากลอเสพผลงานแนวนี้มาสักระยะจะพบว่า ศิลปะแนว  Guro  เป็นมากกว่าการนำเสนอผลงานศิลป์แนวสยองน่ากลัว เนื่องจากว่านี่เป็นผลงานที่ซ่อนการแสดงอารยะต่อต้านไว้ด้วย

การที่ Ero Guro ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นศิลป์แนวหนึ่งได้อย่างเต็มตัวได้ ไม่ใช่เพราะเหตุว่าคดีการฆ่าที่น่ากลัวได้ถูกนำมาเป็นต้นแบบงาน แต่เพราะมันได้สร้างความความตรึงใจแก่เหล่าผู้สร้างผลงานด้วย แต่ว่าพราะงานแนวนี้เป็นการแสดงออกของนักแสดงในสมัยนั้นที่ประสงค์จะแสดงอารยะขัดขืดต่อต้านต่อเรื่องต่างๆ ที่เกิดในสังคมประเทศญี่ปุ่นในระยะเวลานั้น

อีกทั้งในเชิงการปกครองที่เริ่มมีความเห็นว่าระบบปิตาธิปไตยนั้นมีการบีบคั้นสังคมมานานและมากเกินความจำเป็น รวมทั้งคดีที่มีสตรีอย่าง อาเบะ ซาดะ เป็นคนก่อเหตุก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า เพศชายที่ยิ่งใหญ่ก็สิ้นอำนาจได้บนสังเวียนเซ็กส์เหมือนกัน

หัวข้อนี้มีความน่าสนใจมากยิ่งกว่านั้น เพราะบรรดาผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลป์ได้เริ่มจะเล่าหรือส่งพลังให้สตรีนั้น เริ่มใช้พลังทางเพศเพื่อข่มขี่ผู้ชายได้บ้าง รวมทั้งเริ่มแต่งตั้งผลงานที่สะท้อนภาพลักษณ์นั้นขึ้นมา ซึ่งจะตรงกันข้ามกับงานศิลปะของประเทศญี่ปุ่นแต่ก่อนที่มักจะมอง เทิดทูนให้ผู้ชายเป็นใหญ่กว่าผู้หญิง

กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะ กระแสของ Ero Guro ก็ลดความร้อนแรงลงไปสักระยะ ทำให้งานแนวนี้เริ่มไปซ่อนตัวอยู่ในกรุ๊ปงานศิลปะแนวอื่นเยอะขึ้น อย่างเช่นการถอดรหัสคดีในวรรณกรรม หรือซ่อนปริศนาไว้ในเรื่องราวบางเรื่อง

ส่วนงานจิตรกรรมก็โดนคละเคล้าไปกับงานแนวอื่นๆ ก่อนจะกลับมาสะดุดตาอีกที เมื่อแนวความคิดของงานศิลป์ Ero Guro ได้ถูกมาผสมผสานกับงานศิลปะหนึ่งที่มีชื่อเสียง ที่ถือได้ว่าเป็นงานชั้นเยี่ยมที่แสดงอารยะการต่อต้านของคนสร้างในตอนปี คริสต์ศักราช 1980 – 1990 และในสมัยนี้จึงได้กลับเป็นจุดเริ่มต้นของงานมังงะแนว Guro

ในศิลปะด้านวรรณกรรมได้มีการดัดแปลง ศิลปะ Guro  มาสร้างสรรค์ร่วมด้วยในระยะแรกๆ จากนั้นก็มาแต่งเติมสร้างสรรประยุกต์เป็นภาพยนตร์แล้วก็เริ่มมีการเอาคดีของ อาเบะ ซาดะ มาบอกกล่าวใหม่ โดยแปลงเป็นภาพยนตร์ที่เขียนเรื่องราวใหม่ รวมทั้งในเวลาถัดมาภาพยนตร์แนว Ero Guro จะถูกปะปนกับกลุ่มย่อยแนว Torture Porn อีกทอดหนึ่ง

ในสมัยนั้นงานศิลปะแนว  Guro  ที่ซ่อนความรู้สึกต่อต้านต่อสังคมในเรื่องความเป็นใหญ่ของผู้ชายในสังคมญี่ปุ่น อาจโด่งดังขึ้นมาในระยะหนึ่ง แต่ไม่นานก็ถูกบดบังลงไป ด้วยสถานการณ์ในตอนนั้น แต่ทางรอดของศิลปะแนว  Guro  ก็คือ การพยายามแทรกตัวลงไปในงานศิลปะแนวอื่นๆ ซึ่งได้ผลดี และทำให้เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันนี้

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   วิธีเล่นบาคาร่า ufabet

ความลับการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินชื่อดัง

ภาพวาดโมนาลิซ่า เป็นวาดวาดที่มีความสวยงามแต่แฝงไปด้วยความลึกลับบางอย่าง โดยภาพวาดนี้นั้นเป็นการสร้างสรรค์โดยการใช้สีน้ำมัน ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ที่มีความโดดเด่นอย่างมากในช่วงยุคนั้น โดยภาพวาดโมนาลอซ่านั้น มีความสูงอยู่ที่ 77 เซนติเมตร และมีความกว้างทั้งหมด 53 เซนติเมตร เป็นภาพวาดที่วาดโดยศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง 

เลโอนาร์โด ดาวินชี นั่นเอง เชื่อว่าเป็นหนึ่งในภาพวาดของดาวินชีที่คนส่วนใหญ่ทั่วโลกนั้นมักจะคุ้นตาและรู้จักเป็นอย่างดีแน่นอน ภาพวาดนี้นั้นเป็นภาพวาดที่มีการถ่ายทอดความงามของหญิงสาวสุถาพสตรีคนหนึ่งที่มีความงามอย่างมากในยุคนั้นและเป็นหญิงสาวที่ปฝงไปด้วยราอยยอ้มที่ค่อนข้างจะมีความลึกลับอย่างมากและถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นสิ่งปริศนาและยังหาคำตอบไม่ได้ว่ารอยยิ้มที่แท้จริงแล้วนั้น เกิดจากอารมณ์ไหนของหญิงสาวคนนี้กันแน่

การวาดภาพโมนาลิซ่านั้น ดาวินชีการวาดภาพในลักษณะที่มีลำตัวเพียงครึ่งตัวเท่านั้น และมีการวางองค์ประกอบของใบหน้า หันมองออกมาทางด้านผู้วาดและมีการเอี้ยวลำตัวเล็กน้อยโดยไม่ได้มีการหันลำตัวมาตรงๆ มือและขนนั้นวางพักอยู่บนเก้าอี้โดยการใช้มือซ้ายวางอยู่ข้างล่างและมือขวาว่างอยู่ข้างบน สังเกตได้ว่าแบล็คกราวหรือฉากหลังโมนาลิซ่านั้น เป็นลักษณะวิวทิวทัศน์ ในเมืองมิลานประเทศอิตาลีนั่นเอง

การสร้างมิต่ในลักษณะเช่นนี้นั้นเป็นการสร้างสรรค์ที่ค่อนข้างจะมีความแปลกใหม่และเป็นเทคนิคที่มีเพียงดาวินชีเท่านั้นที่สามารถสร้าสรรค์ผลงานที่มีลักษระเช่นนี้ได้ เรียกเทคนิคการสร้างสรรค์นี้ว่า การสร้างสรรคืแบบสฟูมาโต้ การสร้างสรรค์ในลักษณะนี้นั้นเป็นสิ่งที่แสดงได้ถึงความเจริญก้าวหน้าทางด้านความคิด

การใช้เทคนิคในเรื่องของระยะใกล้ไกลขององค์บนภาพ เป้นสิ่งที่ช่วยสร้างความกลมกลืนและสวยงามให้กับภาพและแยกออกถึงความเป็นมนุษย์กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ถึงแม้ภาพวาดนี้นั้นจะเป็นภาพวาดที่มองเผินๆแล้วจะรู้สึกสงบนึ่ง แต่ความจริงแล้วนั้นผู้วาดต้องการสื่อถึงอารมณ์ที่สงบนิ่งแต่สามารถเร่งเร้าอารมณณ์และดึงดูดความสนใจของผู้พบเก็นได้เป็นอย่างดี และสามารถที่จะสะกดความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่ชมให้รู้สึกเข้าถึงภาพนี้และแน่นึ่งไปในชั่วขณะได้เลยทีเดียว

โดยส่วนใหญ่บอกันว่าหญิงสาวในภาพนี้นั้นเป็นหญิงสาวที่มีนามว่าลิซ่า เธอนั้นเป็นหญิงสาวท่อาศัยอยู่ในเมืองเกิดของดาวินชีนั่นก็คือเมืองฟอเร้นท์นั่นเอง และฐานะทางบ้านขงเธอมีความร่ำรวยและมั่งคั่ง ทำให้เกิดอยากจะบันทึกภาพที่เป็นความสวยความงามของตัวเองเอาไว้ทำให้ต้องมาจ้างดาวินชีในการสร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้นี่เอง

ซึ่งความจริงนั้นยังไม่ได้มีใครกล่าวแม้แต่ดาวินชีเองก็ไม่ได้มีการกล่าวว่า หญิงสาวในภาพนี้นั้นเป็นใครกันแน่และทำไมเธินั้นจึงมีรอยยอ่มที่ลึกลับและน่าค้นหายิ่งนัก ทำให้ความลึกลับนี้เป็นสิ่งที่ยังคงค้นหาและพูดถึงอยู่เสมอสำหรับภาพสุดรักสุดหวงของลีโอนาร์โด ดาวินชี่นี่เอง

 

 

สนับสนุนโดย  ufabet

ตำนานตุ๊กตา แฮโรลด์

ในปี 2003 มีผู้ชายคนหนึ่งได้เดินทางไปไปตลาดนัดเพื่อไปหาซื้อของใช้ตามปกติแต่ในวันดังกล่าวนั้นเขาได้เจอกับชายแก่คนหนึ่ง  ซึ่งชายแก่คนดังกล่าวนั้นกำลังนั่งอยู่มันมีตุ๊กตาเด็กโบราณวางอยู่ข้างข้างและเหมือนกับมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างทำให้ชายหนุ่มนั้นเกิดความรู้สึกสนใจตุ๊กตาเด็กชายโบราณขึ้นมาถึงขนาดที่ว่าเขาได้เดินไปหาชายแก่คนดังกล่าวและร้องขอซื้อตุ๊กตาจากชายแก่นั้น 

ซึ่งชายหนุ่มเล่าว่าเขาต้องใช้เวลานานกว่าจะสามารถร้องขอให้ชายแก่ขายตุ๊กตาให้กับเขาได้เพราะให้แก่คนดังกล่าวนั้นไม่ยอมที่จะขายตุ๊กตาให้กับเขาเลยแต่ในที่สุดเขาก็สามารถซื้อตุ๊กตาตัวดังกล่าวได้โดยเขาต้องเสียเงินประมาณ 20 เหรียญในการซื้อตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้น และเมื่อชายหนุ่มจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยและนำตุ๊กตานุ่มเดินจากมาใช่แกก็ยังพยายาม

ที่จะวิ่งตามมาที่ชายหนุ่มและบอกกับชายหนุ่มว่า เขาอยากจะเล่าประวัติให้กับชายหนุ่มได้รู้เรื่องราวของตุ๊กตาเด็กผู้ชายโบราณนี้ก่อนก่อนที่จะตัดสินใจซื้อตุ๊กตาไปจะดีกว่าซึ่งใช้แต่คนดังกล่าวได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของตุ๊กตาเด็กโบราณนี้ว่า ตุ๊กตาตัวนี้เขาเคยซื้อและมอบให้เป็นของขวัญแก่ลูกชายแท้ๆของเขาเอง ซึ่งหลังจากที่ลูกชายของเขาได้รับตุ๊กตาตัวนี้ไปเพียงไม่นานก็เสียชีวิตลง

และตุ๊กตาตัวนี้ลูกชายเขาได้มีการตั้งชื่อเอาไว้แล้วโดยชื่อของตุ๊กตาตัวนี้ก็คือ แฮโรลด์ ชายชราได้บอกกับชายหนุ่มว่าตอนที่เขาซื้อตุ๊กตาแฮโรลด์ตัวนี้มาใหม่ๆนั้นเขาได้นำตุ๊กตาไปวางไว้ที่ห้องนอนของลูกชายของเขา ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปหลังจากที่ลูกชายของเขาตายแล้วก็ไม่มีใครที่จะเข้าไปในห้องนอนของลูกชายของเขาอีกแต่คนในบ้านกลับได้ยินเสียง

มีคนอยู่ในห้องนอนของลูกชายของเขา ซึ่งเสียงที่พวกเขาได้ยินส่วนใหญ่นั้นเป็นเสียงหัวเราะหรือไม่ก็เป็นเสียงร้องเพลงแล้วจะดังออกมาจากในห้องนอนของลูกชายของเขานั่นเองชายชรายังกล่าวด้วยว่าหลังจากนั้นเขาได้พยายามที่จะทำร้ายตุ๊กตาตัวนี้ด้วยการเอาไฟไปเผาแต่เขาก็ไม่สามารถทำลายตุ๊กตาตัวนี้ได้เพราะไฟไม่สามารถถอนตุ๊กตาตัวนี้ได้นั่นเองและเมื่อชายหนุ่มได้ฟังเรื่องราวดังกล่าวจบเขาก็ยังต้องการที่จะนำตุ๊กตาตัวนี้กลับไปด้วยอยู่ดี ชายหนุ่มเล่าว่าวันแรกที่นำตุ๊กตาตัวดังกล่าวกลับมาถึงบ้านปรากฏว่าแมวที่เขาเลี้ยงไว้นะตายและพวกเขายังได้ยินเสียงเหมือนคนหัวเราะอยู่ภายในบ้านอีกด้วย

และชายหนุ่มจึงได้มีการเข้าเว็บไซต์เพื่อเล่าเรื่องราวอาถรรพ์ที่เกิดขึ้นภายในบ้านของเขานี้ลงในเว็บไซต์ให้คนอื่นได้รับรู้กัน แล้วปัจจุบันนี้ชายหนุ่มคนที่ซื้อตุ๊กตา แฮโรลด์ไปได้บอกว่าเขาได้นำตุ๊กตาแฮโรลด์ไปเก็บไว้ในตู้กระจกและล็อคกุญแจเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่นนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   เล่นคาสิโนออนไลน์ ที่ไหนดี

ประวัติเหตุการณ์ 6 ตุลาคมปีพุทธศักราช 2519

        มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมพ.ศ 2519 เมื่อมีผู้ชุมนุมเข้ามาทำการประท้วงรัฐบาลเป็นการต่อต้านจากกลุ่มนักศึกษาและประชาชนที่ร่วมมือกันด้วยจากการชุมนุมกันที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สาขาท่าพระจันทร์และกลุ่มผู้ชุมนุมยังมีมากถึงขนาดที่ว่าหน้ามหาลัยนั้นเต็มจึงต้องมีการขยายพื้นที่ออกมาตรงบริเวณท้องสนามหลวงโดยที่เดียวซึ่งเหตุการณ์ชุมนุมในวันที่ 6 ตุลาคมนั้น

เกิดขึ้นก็เพราะว่ากลุ่มนักศึกษาและประชาชนต่างก็ไม่พอใจพากันออกมาคัดค้านไม่ต้องการให้จอมพลถนอมกิตติขจรซึ่งก่อนหน้านั้นท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยมีปัญหากับคนนักศึกษามาก่อนจนเกิดการประท้วงกันขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมพศ 2516 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดการนองเลือดของกลุ่มนักศึกษาอย่างมากเลยทีเดียว

โดยเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคมนั้นนักศึกษาได้ออกมาประท้วงที่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยซึ่งมีชาวบ้านเป็นจำนวนมากพากันไปมุงดูการประชุมในครั้งนั้นและที่สำคัญเหตุการณ์ประชุมในครั้งวันที่ 6 ตุลาคมทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ประท้วงด้วยเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตนั้นมีมากกว่า 100 คนแต่สามารถติดตามหาตัวว่าผู้เสียชีวิตนั้นเป็นใครได้แค่เพียง 46 คนเท่านั้นส่วนที่เหลือไม่มีหลักฐานว่าเป็นใครมาจากไหนจึงทำให้หลังจากที่เหตุการณ์จึงสิ้นสุดลงจำนวนที่เหลือนั้นจึงกลายเป็นศพไร้ญาตินั่นเองส่วนสาเหตุของการเสียชีวิตนั้นก็เกิดจากการที่กลุ่มผู้ชุมนุมนั้นได้มีการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าปราบปราม

โดยมีการใช้อาวุธปืนในการยิงและได้มีการใช้กระบองในการทุบตีรวมถึงบางคนมันก็ถูกเผามีเหตุการณ์ที่สร้างความสลดใจในวันที่ 6 ตุลาคมด้วยเช่นเดียวกันเมื่อมีคนไปผูกคอที่บริเวณต้นไม้ตรงท้องสนามหลวงและมีคนมามุงดูเป็นจำนวนมากที่สำคัญเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้มีผู้ชายคนหนึ่งได้นำเก้าอี้พับไปทำการตีศพที่แขวนคอตายตรงท้องสนามสูง

โดยที่ไม่มีใครเข้าไปห้ามปรามไม่ให้ใช้คนดังกล่าวนั้นทำเลยซึ่งคนที่ยืนดูต่างก็พากันยิ้มด้วยความสะใจโดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้มีการถ่ายภาพเก็บเอาไว้ซึ่งเราสามารถหาดูข้อมูลเหล่านี้ได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตแต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ชุมนุมในวันที่ 6 ตุลาคมนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามได้ในที่สุด ดูเหตุการณ์ในครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงขนาดต้องปิดทางเข้าออกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เลยทีเดียว

สำหรับเหตุการณ์ยังคงมีการระลึกถึงอย่างต่อเนื่องโดยทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นได้มีการทำหนังสือออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ชุมนุมในครั้งนั้นด้วยเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รุ่นหลังๆได้รู้ถึงเวลากรรมของรุ่นพี่ที่ออกมาปกป้องประชาธิปไตยและบางคนก็ต้องเสียสละชีวิตในการปกป้องประชาธิปไตยในครั้งนั้นด้วย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง

ตำนานถ้ำขุนหลวงน้ำนางนอน

เชื่อว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับธรรมชาตินั้นที่ที่โด่งดังนั้นก็คือถ้ำขุนน้ำนางนอนนั้นเองค่ะสิ่งที่ทำให้ที่นี้โด่งดังนั้นไม่ได้เป็นแค่เพราะว่าที่นั้นมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แต่เพราะว่าภูเขาที่นี้นั้นมีรูปทรงหน้าตาคล้ายกับหญิงสาวที่กำลังนอนอยู่ที่พื้นค่ะ โดยถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนนั้น ได้มีตำนานอยู่ว่า ณ ที่แห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ โดยที่นี้นั้นมีพระราชาอาศัยอยู่กับลูกสาวของพระองค์

โดยมีอยู่วันหนึ่งที่องค์หญิงนั้นออกไปเดินเล่นที่นาจักรและได้ไปเจอกับชายชาวบ้านคนหนึ่งซึ้งมีหน้าตาที่หล่อเหลาและนางก็ได้ตกหลุมรักชายชาวบ้านคนนั้นโดยทุกทุกคืนเจ้าหญิงจะแอบออกจากวังเพื่อที่จะไปหาชายชาวบ้านโดยสุดท้ายแล้วเจ้าหญิงก็ได้ท้องลูกของเจ้าหญิงและชายชาวบ้านทั้งสองจึงตกลงกันว่าหากอยู่ต่อไปแบบนี้อาจจะถูกประหารได้ดังนั้นทั้งสองจึงคิดที่จะแอบหนีออกจากเมืองไปอาศัยอยู่ด้วยกัน

ในชนบทที่ห่างไกลจากผู้คนที่รู้จักองค์หญิงและชายชาวบ้านเช้าวันต่อมาตั้งแต่ช่วง 4:00 น องค์หญิงได้เดินออกมาเพื่อมาหาชายหนุ่มโดยชายหนุ่มนั้นได้นำมามาด้วยทั้ง 2 ขีดนะไปด้วยกันแล้วค่อยๆขี่ไปในป่าอย่างช้าๆที่เข้าไปในปากเพราะกลัวว่าหากไปตามถนนอาจจะถูกทหารจับได้จึงต้องเข้าไปในป่าลึกๆและเดินทางอ้อมแทนในช่วงเวลาตอน 8:00

พระราชาได้เข้าไปหาลูกสาวที่ห้องและหาลูกสาวไม่เจอแล้วเขามั่นใจว่าลูกสาวของเขาคงต้องหนีไปหาชายชาวบ้านแน่ๆเขาจึงได้สั่งให้ทหารไปตามตัวชาวบ้านมาประหารแนะนำองค์หญิงกลับมาขังไว้ที่ห้องให้ได้หากไม่ได้ก็จะประหารซะด้วยความกลัวทหารจึงได้รีบออกตามหาองค์หญิงและชายชาวบ้านกันอย่างวุ่นวายกลับไปที่เจ้าหญิงและชายชาวบ้านเจ้าหญิงนั้น

ได้อยากที่จะหยุดพักตรงแม่น้ำชายหนุ่มจึงตอบตกลงและบอกว่าเขานั้นจะไปหาของกินมาให้กับองค์หญิงองค์หญิงก็ตอบตกลงและนั่งรอพร้อมกับบอกให้เขานะรีบกลับมาเร็วๆแล้วเขาก็ออกไปจากตรงนั้นเขานั้นกำลังเดินตามหาผลไม้อยู่เขาก็ดันได้ไปเจอกับทหารคนหนึ่งซึ่งเป็นอาหารที่พระราชาส่งมาฆ่าชายหนุ่ม

เมื่อทหารเห็นเขาก็ใช้อยากของเขาแทงไปที่ชายหนุ่มชายหนุ่มเสียชีวิตคาที่แล้วทหารก็รีบหนีไปโดยไม่รู้ว่าองค์หญิงนั้นอยู่ไม่ไกลจากทหารมากนักด้วยความที่ชายหนุ่มหายไปนานเริ่มเดินตามหาแล้วก็ไปเจอกับร่างไร้วิญญาณของชายหนุ่มด้วยความเสียใจนำจึงลดลงไปที่พื้นและก่อนตายนางขอให้นางกลายเป็นภูเขาที่มีทุ่งหญ้าสีเขียวขึ้นปกคลุม

และนางก็ได้ตามใจตายในที่สุดในวันต่อมาผ่านไปสักพักร่างกายของนางก็เริ่มมีต้นไม้และหญ้าขึ้นทำให้นางนั้นได้กลายเป็นภูเขารูปร่างของหญิงสาวที่เราได้เห็นกันว่ากันว่าแม่น้ำที่ไหลลงมานั้นก็คือน้ำตาที่ไหลรินด้วยความเสียใจของนางนั่นเอง 

นี่คือความรักอันยิ่งใหญ่ของถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง ไม่ต้องฝาก

ตำนานคำสาป hope Diamond

        เกี่ยวกับเรื่องตำนานความเชื่อไม่ใช่จะมีเฉพาะตำนานความเชื่อของคนไทยเท่านั้นที่ตั้งประเทศเองก็มีตำนานความเชื่อเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆหรือวัตถุต่างๆเช่นเดียวกันสำหรับตำนานความเชื่อที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ก็คือเป็นตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเพชรซึ่งเป็นเพชรขนาดใหญ่ที่สุดในโลกโดยเพชรนี้เป็นเพชรสีน้ำเงินซึ่งมีความงดงามเป็นอย่างมากและแน่นอนว่าความใหญ่โตของมันนั้นสามารถวัดได้ถึง 45.52 กะรัตเลยทีเดียว

สำหรับเรื่องราวความเชื่อของเพชรชนิดนี้เป็นเรื่องราวที่ว่าเพชรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้มีความลึกลับซ่อนอยู่และมีคำสาปที่ซ่อนเอาไว้หากใครไม่ระมัดระวังเผลอไปครอบครองเพชรชนิดนี้แล้วแล้วก็จะถูกคำสาปแช่งทำให้ชีวิตของตนเองและครอบครัวนั้นมีอันจำเป็นต้องวิบัติไปด้วยตำนานครั้งนี้ได้มีการพูดถึงพ่อค้าคนหนึ่งซึ่งเขาเป็นคนฝรั่งเศสสำหรับพ่อค้าคนนี้มีชื่อเรียกว่า  จอห์น  แบ็บติสต์ ทราวิเนียร์

ซึ่งเรื่องราวความน่ากลัวของ hope Diamond เกิดขึ้นเมื่อพ่อค้าคนนี้ได้ไปขโมย  hope Diamond นี้มาจากเทวรูปองค์หนึ่งซึ่งเป็นเทวรูปอยู่ในประเทศอินเดียซึ่งตั้งอยู่ภายในมหาวิหารแห่งหนึ่งโดยในการขโมยมาครั้งแรกนั้นได้ขโมยเมื่อช่วงประมาณราวคริสต์ศักราช 1,600  และนับตั้งแต่นั้นถูกขโมยมาผู้ที่ได้ครอบครองเพชรเม็ดนี้ก็ต่างก็โดนคำสาปกันทุกคนเริ่มตั้งแต่พ่อค้าคนที่ขโมยเพชรมานั้นได้มีการนำเพชรดังกล่าวไปขายต่อให้กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ซึ่งหลังจากที่พระองค์ได้มีการครอบครอง hope Diamond   พระองค์และคนในวงศ์ตระกูลต่างก็ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติของประเทศฝรั่งเศสซึ่งแน่นอนว่าผู้คนส่วนใหญ่มีการเชื่อกันว่าที่พระองค์ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้นั่นก็เพราะว่าพระองค์นั้นครอบครองภพและนั่นเองอย่างไรก็ตาม  hope Diamond ได้ตกมาถึงมือพ่อค้าอัญมณีที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งและเมื่อเขาได้รับเพชรไว้ในครอบครองสิ่งที่ไม่เป็นมงคลก็บังเกิดแก่เขาและครอบครัวของเขาเดินเท้าที่สุดแล้วเขาได้มอบเพลงนี้ให้กับไฮโซผู้หนึ่งซึ่งไฮโซคนนี้เป็นหญิงสาวที่ได้นำ hope Diamond นี้

มาสวมใส่เพื่อใช้ใส่โชว์ในงานเลี้ยงงานหนึ่งและแน่นอนว่าคำสาปก็บังเกิดกับครอบครัวของเธอเช่นเดียวกัน เมื่อหลังจากที่เธอใส่สร้อยเพชรนี้ได้เพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้นชีวิตครอบครัวของเธอในก็ประสบกับปัญหาเธอจำเป็นต้องหย่าขาดกับสามีรวมถึงสามีของเธอก็เป็นบ้าในที่สุดและเธอยังต้องสูญเสียลูกน้อยของเธอทั้งที่ไม่รู้สาเหตุของการเสียชีวิตว่าลูกของเธอนั้น

เสียชีวิตจากการเป็นโรคอะไรท้ายที่สุดแล้วทุกคนที่ได้เป็นผู้ครอบครอง hope Diamond ต่างก็ประสบกับปัญหาในชีวิตของตนเองด้วยกันทั้งนั้นจนในที่สุด hope Diamond ก็ตกไปถึงมือของสถาบันสมิธโซเนียนซึ่งเป็นสถาบันที่ประจำอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ดูแลแทนนั่นเอง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ดาวน์โหลด Gclub