มารู้จักนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกกันไหม

นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกนั้นมีมากมายหลายท่าน และแต่ละคนก็คิดค้น หรือค้นพบหรือแม้แต่ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์กับคนทั้งโลกไว้มากมาย วันนี้เราจะมาพาคุณไปรู้จักกับนักวิทยาศาสตร์ที่หลายคนอาจจะรู้จักกันมาบ้างแล้ว และอาจจะยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักมาแนะนำกัน

ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) 

สำหรับนักวิทยาศาสตร์คนแรกนี้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้และมีชื่อเสียงเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์ ซึ่งเขาเชื่อว่าสัตว์จะมีพัฒนาการเกี่ยวกับการปรับตัวของตัวเองไปเรื่อยๆให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่สัตว์อาศัยอยู่ ซึ่งหลักการของเขานั้น มีทั้งกลุ่มคนที่เห็นด้วยและกลุ่มคนที่เห็นต่าง สำหรับชาร์สส์ ดาร์วิน นั้น เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ คริสต์ศักราช 1809  และเขามีอายุยาวนานถึง 73 ปีจึงเสียชีวิตโดยเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 เดือนเมษายนต์ คริสต์ศักราช 1882 ว่ากันว่าในปัจจุบันทฤษฏีเกี่ยวกับสัตว์ของเขาก็ยังคงเป็นเรื่องที่แบ่งกลุ่มโต้แย้งกันอยู่เลย

 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) 

สำหรับนักวิทยาศาสตร์คนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เขาเป็นคนเยอรมันเชื้อสายยิว เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อเสียงโด่งดังก้องโลกแต่เชื่อไหมว่าในสมัยทีเขายังเด็กนั้นเขามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเรียนได้ช้ามาก่อน โดยกว่าเขาจะสามารถพูดได้ก็เมื่ออายุ 3 ปีไปแล้วและสามารถอ่านหนังสือได้เมือตอนอายุ 8 ปี ซึ่งหากย้อนดูประวัติของเขาแล้วแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงได้ เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม คริสต์ศักราช  1879 และมีอายุยาวนานจนถึง 78 ปีจึงเสียชีวิตลง โดยเขาได้เสียขีวิตลงเมือ่วันที่ 18 เดือนเมษายน คริศต์ศักราช 1955

มารี กูรี (Marie Curie) 

ถือได้ว่าเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งและเป็นบุคคลที่สมควรยกย่องเป็นอย่างมาก เธอเป็นคนแรกที่ค้นพบรังสีเรเดียม ซึ่งในปัจจุบันเราได้นำรังสีนี้มารักษาคนป่วยที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งและเนื้องอก ซึ่งหากใครที่เป็นมะเร็งระยะเริ่มต้นหากรักษาด้วยรังสีเรเดียมแล้วจะหาย ซึ่งผลงานที่เธอสร้างมาได้รับรางวัลโนเบลด้วยและสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมากนั่นก็คือ การที่เธอค้นพบรังสีเรเดียมนั้น เธอไม่ได้นำไปจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเองเพื่อที่เธอจะได้ร่ำรวยจากการคิดพบนี้แต่เธอกลับเสียสละตัวเองเพื่อค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับรังสีเรเดียมนี้ไปเรื่อยๆเพื่อที่จะได้รักษาคนได้มากขึ้น จนเธอเสียชีวิตลงเพราะอยู่ใกล้กับรังสีเรเดียมมากเกินไป  สำหรับมารี กูรี เป็นคนโปแลนด์ เกิดวันที่ 7 เดือนพฤศจิกายน คริสต์ศักราช 1867 และมีอายุได้เพียง 66 ปีก็เสียชีวิตลงแล้ว โดยเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 เดือนกรกฎาคม คริสต์ศักราช 1934

 

ประวัติของเมืองลับแล

ประวัติของเมืองลับแลที่มีตำนานเหล่ากันมาอย่างช้านาน

เรื่องราวที่มีประวัติความเป็นมาอย่างช้านานที่ทุกคนนั้นไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองลับแลที่เรานั้นกล่าวถึงที่กล่าวออกมาเป็นตำนานประวัติศาสตร์อย่างไรและในส่วนของเมืองลับแลนั้นมันมีอยู่ที่ไหนบ้างและอยู่ในจังหวัดอะไรบ้างซึ่งบอกได้เลยว่าเรื่องราวสุดลึกลับแบบนี้จะมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างไรที่เกี่ยวกับของเมืองลับแลแห่งนี้

เมืองลับแลที่วัดปาโปงกระทิง จังหวัดราชบุรี

มีชายอยู่คนหนึ่งกล่าวอ้างว่าเขาได้มีโอกาสเข้าไปเที่ยวในเมืองบังบด ณวัดปาโปงกระทิงมาแล้วและก็ได้เดินผ่านไปตามชายป่าซึ่งมีต้นไม้ใหญ่คล้ายๆกับต้นยูคาลิปตัสซึ่งก็ได้ปลูกอยู่ริมทางเดินและเขานั้นก็ได้สังเกตุเห็นหลุดกว้างที่มีขนาดใหญ่อยู่หลังต้นไม้ซึ่งเมื่อเขาได้มองลงไปซึ่งสิ่งที่เห็นและพบนั้นเป็นขั้นบันไดเมื่อเขานั้นดูแล้วว่าทางนั้นซึ่งเป็นทางเดินลงข้างล่างจริงๆเขานั้นก็ได้เดินตามลงไปแต่แล้วเมื่อลงไปได้ไม่ถึง10เก้าก็ถึงพื้นสำหับภายในนั้นเขาก็ได้เห็นผู้คนมากมายนั้น

ได้เดินไปมาจับจ่ายใช้สอยบรรยากาศร่มไม่อบอาวเหมือนกับข้างบนซึ่งผู้คนนั้นต่างก็มีรอยยิ้มที่สดใสชายคนนั้นก็ได้กล่าวอีกว่าเขาได้มีโอกาศพูดคุยกับคนที่นั่นซึ่งทุกคนนั้นก็ได้มีความเป็นกันเองไม่ถือเนื้อถือตัวและหยิ่งแต่อย่างใดแต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเขานั้นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งได้พูดเสียงดังว่าประตูด้านบนจะปิดแล้วให้คุณรีบกลับได้แล้วและซึ่งทันใดนั้นก็มีผู้คนหลายคนเดินนำหน้าและได้พาตนไปยังบนไดข้างด้านบนชายคนดังกล่าวก็ได้เดินตามไปแต่เมื่อพอมาสุดขั้นบนไดข้างบนแล้ว

 

พวกเขาก็ได้หันหลังจากลงไปข้างด้านล่างอีกและเมื่อชายคนนั้นหันหลังกลับไปดูก็ได้พบว่าประตูนั้นก็ได้ปิดลงแล้วนอกจากนี้ชายคนนั้นก็ได้เดินออกมาด้วยความมึนงงและเมื่อชายคนนั้นได้เดินกลับไปในที่แห่งนั้นอีกแต่ก็ได้พบว่าไม่มีร่องรอยของทางลงหรือประตูแต่อย่างใดซึ่งที่ตรงนั้นเป็นเพียงแค่พื้นลาบแถมยังมีต้นไม้ต้นหญ้าปกคลุมมากมายภายหลังต่อมาชายคนนี้ก็คิดได้ว่าเขาคงจะได้พบกับเมืองลับแลเข้าให้แล้ว ซึ่งในทางตรงกันกับเมื่องเก่าหรือลี้ลับเหล่านี้หากมีการมองอีกแง่มุมนึงก็เท่ากับว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องลี้ลับที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นก็เป็นได้

ย้อนรอยสงครามอินโดจีน

ถ้ำหินปูนถูกเรียกว่าถ้ำเจ้าอนุวงค์  ซึ่งที่เป็นถ้ำเจ้าอนุวงค์กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ได้เข้ามาหลบซ้อนตัวและบันชาการรบในการสู้จากนั้นจึงได้เป็นหลัฐานสำคัญของประวัติศาสตร์อีกแห่งที่สหายโจมองว่าอาจจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำแขวงไซสมบูนได้ในอนาคตตลอดเวลาทีผ่านมาสหายโจได้ใช้เวลาทั้งหมด

ในการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นทางธรรมชาติของเมืองอนุวงค์ ซึ่งก็ได้เป็นเมืองเอกของไซสมบูน เบี้องต้นเขาก็ได้มองเห็นว่าทุกพื้นที่ที่เขานั้นได้เดินทางไปต่างก็มีจุดเด็ดในตัวเอง ซึ่งถ้าหากทางแขวงต้องการที่จะส่งเสริมต้องการที่จะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมันก็อาจจะมีความเป็นไปได้สูงที่จะประสบความสำเร็จ

จากนั้นพวกนั้นพวกนักเดินทางก็ได้เดินทางออกจากถ้ำอนุวงค์จากนั้นเขาก็จะเดินทางไปที่ล่องแจ้ง ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์สงครามอินโดจีนของ สปป ลาว ในสถานะสมรภูมิที่ดุดเดือดและเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของ นายพลวงเปา แม่ทัพเอกแห่งแม่ทัพรัฐบาลในขณะนั้นแล้วนี่ก็คือหลักฐานที่โหดร้ายจากสงครามลานประหารที่กบร่างที่ไร้วิญญาณของผู้นักรบกล้าหารในอดีตนับ100นับ1000ศพ

ล่องแจ้งเป็นเมืองสำคัญของประวัติศาสตร์ของ สปป ลาว

ในการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับกองทัพประติวัตประชาชนลาวหรือที่เรียกว่าสงครามกลางเมืองลาว ซึ่งก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในสมรภูมิสงครามอินโดจีนครั้งที่2 โดยชื่อของล่องแจ้งปรากฏอยู่ฐานที่มั่นในสถานะทางทหารของกองทัพรัฐบาลลาวภายใต้การนำของ นายวงเปา เรื่องราวของนายพลวงเปาและฐานบันชาการในที่ล่องแจ้งแต่สำหรับนายโจนั้นอยากจะไปให้ถึงภูกล่องข้าวตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้และในคืนที่ผ่านมาขณะนักสำรวจไซสมบูนนอนพักกันที่เมืองล่องแจ้งจากนั้นก็ได้เดินทางกันไปที่ภูกล่องข้าว

ซึ่งเป็นยอดภูที่มีชื่อเสียงอีกระดับอีกแห่งของ สปป ลาว และสำหรับการเดืนทางนั้นมันอาจจะไม่ค่อยจะสมบูรณ์สักเท่าไรเพราะเส้นทางนั้นก็ยังเป็นถนนดินอยู่หากไม่มีความพร้อมมันก็อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาอยู่ไม่น้อยแต่ถ้าได้เดินทางขึ้นแล้วมันก็อาจจะคุ้มค่าต่อการเดินทางมากๆเพราะคุณจะมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ทั้งสองข้างทางเพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนแปลกหน้า

อย่างพวกวเราที่เดินทางไปท่องเที่ยวอีกด้วย ผาขาวเป็นหนึ่งหมู่บ้านในหุบเขาที่มีสถานที่ที่เหมาะแก่การเป็นสมรภูมิรบพื้นที่บริเวณนั้นยังได้ถูกปิดลับทางการไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปได้เดินทางเข้ามาแต่เดิมนายพลวงค์เปาเนื่องจากจะใช้บ้านผาขาวเป็นฐานทัพแต่ในพื้นที่ที่มีขนาดเล็กจนเกิดไปสุดท้ายก็ได้ย้ายไปตั้งฐานที่เมืองล่องแจ้งแทนแต่ในบริเวณนี้ก็ยังถูกใช้เป็นฐานทัพย่อยแต่ร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่ก็คือลานบินคุกและก็ลานประหาร

ประเพณีทางภาคเหนือ

ประเพณียี่เป้ง

ซึ่งเป็นประเพณีของชาวล้านนาที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานซึ่งโดยในปัจจุบันประเพณียี่เป้งยังคงเป็นประเพณีที่ยังมีการสืบทอดและได้จัดขึ้นในช่วงวันเพ็ญเดือน121ของทุกปี สำหรับประเพณีไหว้พระธาตุซ่อแฮ  พระธาตุซ่อแฮเป็นปูนทัศนียาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกทั้งยังเป็นสิ่งสำคัญในส่วของจังหวัดแพร่ซึ่งได้ตั้งอยู่บนเนินเขาซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้านั้นเอง

ประเพณีปอยแก้ว หรือ ประเพณีปอยน้อย คือ

สำหรับประเพณีปอยแก้ว ปอยน้อยนั้นถือว่าเป็นประเพณีบวชเณรของเด็กๆในทางภาคเหนือซึ่งจะมีการจัดงานสำหรับบวชเณรนี้ในช่วงเดือน5-8เหนือหรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคมเมื่อได้มีจำหนดในวันบวชที่แน่นอนแล้วทางด้านพ่อและแม่ก็จะจัดหาเครื่องอัฐบริขารสำหรับในส่วนคนที่จะบวชนั้นก็จะต้องไปเป็นลูกศิษย์วัดหรือว่าเป็นภาษาพื้นเมืองก็เรียงว่าขะโยมวัดนั้นเอง

ประเพณีตานตุง

ซึ่งเป็นการทำทวายพระบูชาของชาวล้านนาและยังถืออีกว่าเป็นการทำบุญอุทิศบุญส่วยบุญส่วนกุศลให้กับผู้ที่ได้เสียชีวิตไปแล้วหรือจะทวายเพื่อเป็นปัดใจส่งผลบุญกุศลนั้นให้แก่ตนเองเอาไว้ในชาติหน้าและด้วยความเชื่อที่ว่าหากว่าได้ตายไปแล้วนั้นก็จะได้เกาะยึดชายตุงเพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์เพื่อให้หลุดพ้นจากขุมนรกสำหรับวัดที่ได้ทวายตุงนั้นจะนิยมทำกันในช่วงของวันสุดท้ายของในวันสงกรานต์ทั้งนี้อย่างไรก็ตามสำหรับประเพณีนี้ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตามความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้วและเป็นความเชื่อของทางหมู่บ้านแห่งนี้สำหรับใครที่อยากไปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลนี้ก็สามารถเดินทางไปได้ในช่วงของวันสุดท้ายของวันสงกรานต์ได้เลย

ประเพณีภาคใต้   ประเพณีชักพระหรือลากพระ

ซึ่งเป็นประเพณีของชาวภาคใต้และจะปฏิบัติทำกันในช่วงวันออกพรรษาในวันแรม1ค่ำเดือน11ซึ่งได้มีความเชื่อกันมาว่าครั้งในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อไปโปดพระมารดาและพอมาถึงในช่วงออกวันออกพรรษาพระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ซึ่งทำให้ชาวบ้านต่างก็พากันดีอกดีใจกันเป็นอย่างมาก 

ไม่ว่าจะเป็นประเพณีของทางภาคไหนก็ตาม หากเรานั้นมีการสืบทอดที่ดี ประเพณีต่างๆเหล่านั้นก็มักจะอยู่กับเราไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยที่ไม่มีการเสื่อมถอย แต่หากเรานั้นรักษามันไว้ไม่ดีก็จะส่งผลให้เราเสียประเพณีหรือวัฒนธรรมของเราได้นั่นเอง เพราะถือได้ว่าเป็นการปล่อยปะละเลยเกี่ยวกับเรื่องที่มันสำคัญๆ

เที่ยวงานฤดูหนาวลพบุรี

เที่ยวงานฤดูหนาวลพบุรี มีดังนี้

วันนี้เราจะพาคนชอบเที่ยวงานวัดตามแต่ละภาคแต่ละจังหวัดเพื่อที่จะมาเที่ยวงานเพราะว่าทางจังหวัดลพบุรีนั้นเขาได้จัดขึ้นทุกปีและเป็นงานท่องเที่ยวที่ใหญ่พอดูซึ่งถ้าใครที่ยังไม่เคยไปเที่ยวนั้นเราอยากให้คุณนั้นลองไปเที่ยวกันค่ะว่างานฤดูหนาวของลพบุรี

 

งานฤดูหนาวลพบุรีนั้นจัดขึ้นครั้งแรกในปีพุทธศักดิ์ราช  2508

 

ในสมัยนายชอบ ชลเกตุ เป็นนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย โดยการจัดงานนี้จัดขึ้นเพื่อจัดหาทุนการศึกษามาช่วยโรงเรียน โดยกำหนดจัดงานฤดูหนาวลพบุรีขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมซึ่งในช่วงแรกๆงานฤดูหนาวลพบุรีนั้นมีกิจกรรมมุ้งเน้นเพื่อให้ชาวไร่ชาวนาและเกษตรได้มาประกวดพืชผลจากเกษตรมีการประกวดวัวงาม  การแสดงผลงานของนักเรียนและมีการจัดมหรสพที่คอยให้ความสนุกสนานและบางปีนั้นมีการแสดงการณ์การจำลองเหตุการณ์สงครามสมัยต่างๆซึ่งมีคนให้ความสนใจในงานฤดูหนาวสมันนั้นเป็นอย่างมาก

 

ซึ่งงานฤดูหนาวของลพบุรีทุกปีกำหนดจัดขึ้น ณ สนามโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย โดยมีหลายหน่วยงานที่มาร่วมจัดงานขึ้นโดยมีกิจกรรมทางด้านทหาร ด้านการแพทย์   พยาบาล ด้านการท่องเที่ยว และอีกมากมายทางด้านภาครัฐและเอกชนในจังหวัดลพบุรี พร้อมกับให้มีการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง และมีการแสดงที่เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนจังหวัดลพบุรีได้ร่วมแสดงความสามารถทางการแสดงทางด้านดนตรี ซึ่งภายในงานนั้นยังมีการจัดการแสงมอเตอร์โชว์จากค่ายต่างและกิจกรรมที่สนุกอีกหลายรายการ

 

ในช่วงการจัดงานฤดูหนาวลพบุรีดึงดูดนักท่องเที่ยวในลพบุรี และจังหวัดข้างเคียงให้มาท่องเที่ยวภายในจังหวัดลพบุรีให้มากขึ้นซึ่งจะได้ช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดลพบุรีและนอกจากนี้เมื่อนักท่องเที่ยวนั้นที่มาเที่ยวงานฤดูหนาวนั้นยังสามารถมาเที่ยวในละแวกใกล้เคียงกันได้  เช่นการมานมัสการณพระกาฬศาลศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลพบุรีจากนั้นก็เข้าชมพระนารายณ์ราชนิเวศน์

 

ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่หน้าสนใจของลพบุรี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและช่วงดังกล่าวของทุกปีเป็นช่วงทุ่นทานตะวันบานของลพบุรีที่เหมาะแก่การเก็บรูปภาพเที่ยวเอาบรรยากาศทุกท่านจะได้เห็นท้องทุ่งสีเหลืองสดใสของดอกทานตะวัน ในเขตอำเภอพัฒนานิคม และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หน้าสนใจอีกหลายแห่ง ซึ่งภายในงานนั้นนั้นจะจัดงานทั้งหมด เก้าวันเก้าคืน ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้ หรือว่าเป็นเกี่ยวกับกลุ่มแม่บ้านนั้นเรามีหมดของแต่ละภาคนั้นเราก็เอามาขายภายในงาน ซึ่งยังไม่หมดเพียงแค่นี้เพราะว่ายังมีเกมการละเล่นต่างๆให้เรานั้นเลือกที่จะเล่นได้อีกด้วย  หรือว่าจะเป็นการแสดงดนตรีที่ทางจังหวัดนั้นได้เอามาทำการแสดงสดที่งานนี้เลยอย่าลืมลองไปเที่ยวกันดูนะค่ะ  

เทศกาลตรุษจีน

เทศกาลตรุษจีน  หรือว่าวันปีใหม่จีน 

เทศกาลนี้เป็นอีกเทศกาลหนึ่งของชาวจีนและก็ถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามของคนจีนที่นับถือ ซึ่งคนจีนนั้นให้ความสำคัญกับวันนี้อย่างมากมีกาลหยุดงานหรือว่าลางานยาว ซึ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวกับคนจีนนั้นจะหยุดยาวประมาณ 3-4 วันเพื่อที่คนจีนนั้นจะหยุดงานเพื่อต้อนรับงานปีใหม่ของคนจีน

ซึ่งจะมีการทำความสะอาดบ้านและการจับจ่ายใช้สอยซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แก่เด็กหรือว่าไปเลือกซื้อของตามห้างสรรพสินค้าหรือว่าไปจ่ายตลาด เพื่อที่จะไปซื้อปลา เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ เพื่อที่จะมาปรุงอาหาร ซึ่งเด็กนั้นก็เล่นพลุประทัดกันอย่างรื่นเริง 

 

ประวัติวันตรุษจีน หรือว่าปีใหม่จีน 

ซึ่งก็คล้ายกับการเป็นปีใหม่ของไทยร่องรอยของประเพณีซึ่งการฉลองตรุษจีนนั้นมีมานานมาก ตรุษจีนนั้นเป็นที่จำและทั่วไปว่าเป็นการฉลองเทศกาลใบไม้ผลิ

ซึ่งกาลฉลองนั้นเป็นเวลาที่นานเหมือนกันมีถึง 15 วัน การเตรียมงานฉลองนั้นส่วนใหญ่จะเริ่มก่อนวันตรุษจีน เมื่อผู้คนนั้นก็เริ่มที่จะซื้อของเตรียมก่อนวันตรุษจีนและบ้านเรือนนั้นก็ตบแต่งบ้านและทำความสะอาดครั้งใหญ่

ตั้งแต่ข้างบนลงมากข้างล่างและเก็บกวาดตั้งแต่หน้าบ้านไปหลังบ้านเพื่อที่จะเอาความโชคร้ายออกไปและประตูหน้าบ้านหรือว่าหน้าต่างนั้นจะถูกตบแต่งด้วยคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข  ร่ำรวย และอายุยืน เป็นต้น 

ที่มาของวันตรุษจีน  เกิดมาจากเพื่อที่จะฉลองฤดูใบไม้ผลิเนื่องมาจากก่อนเทศกาลตรุษจีนนั้นประเทศจีนนั้นจะปกคลุมไปด้วยหิมะจึงทำให้คนจีนนั้นทำการเกษตรได้ และพอเมื่อเข้าสู่หน้าใบไม่ผลินั้นจึงจะทำได้ตามปกติ ซึ่งชาวจีนนั้นจึงให้ความสำคัญที่เรียกว่า วันตรุษจีน  

อาหารของวันตรุษจีนนั้นเป็นประเพณีที่ผูกเอาไว้ทุกอย่างตั้งแต่อาหารและเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นจะเป็นอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบเป็นต้น ซึ่งแต่ละอย่างนั้นจะมีความหมายที่ดี 

 

เสื้อผ้าของวันตรุษจีน  การที่ใส่เสื้อผ้านั้นต้องเป็นสีแดงเพราะว่าเป็นสีมงคล  เป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการที่เรานั้นใส่เสื้อดำหรือว่าขาวนั้นเป็นสิ่งที่ต้องห้ามซึ่งสีเหล่านี้เป็นสีที่แห่งการไว้ทุกข์

อังเปา  เราเชื่อว่าทุกคนนั้นรู้จัก เป็นสิ่งที่ทุกคนนั้นต้องชอบอย่างแน่นอน เป็นซองแดงๆโดยมีธรรมเนียมคือผู้ใหญ่ที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วและทำงานมีรายได้จะมอบซองแดงที่มีเงินนั้นอยู่ข้างใน ให้กับเด็กๆที่มีอายุต่ำกว่าหรือว่าที่ยังไม่ได้ทำงาน พร้อมกล่าวว่าสวัสดีปีใหม่และก็จะได้รับซองสีแดงนั้นไป ซึ่งเด็กนั้นจะรอคอยซองแดงเพราะว่าอยากได้ตังข้างในว่าได้กี่บาทกัน ซึ่งในแต่ละบ้านนั้นจะมีเด็กมากหรือว่าน้อยกันอันนี้ก็แล้วแต่นะค่ะซึ่งส่วนตัวนั้นก็อยากได้บ้าง 

ประวัติลอยกระทง

ประเพณีการลอยกระทงนั้นมีมาช้านานเพราะเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อต่อกันมาโดยที่เรานั้นมีความเชื่อเรื่องการขอโทษพระแม่คงคาหรือว่าขอขมาพระแม่คงคงคาหรือว่าการสะเดาะเคราะห์การลองกระทงนั้นมักจะมีทุกๆเดือน 12 ของทุกๆปีซึ่งเป็นช่วงที่แม่น้ำลำคลองนั้นเต็มตลิ่งและผู้คนนั้นจะเข้าตามทำประเพณีทุกๆปี

จุดเด่นของการลอยกระทง

คือการลอยกระทงเป็นนักขัตฤกษ์รื่นเริงของคนทั่วไป  เมื่อเป็นพิธีหลวงนั้นเรียกว่า พระราชพิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคมส่งน้ำ  และต่อมานั้นเรียกว่าลอยพระประทีป เพราะว่าประเพณีนี้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย  เพราะว่าได้ปรากฏหลักฐานอยู่ในหนังสือตำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ และได้ทำต่อมาตลอดจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พิธีการลอยกระทงเดิมทำกันในวันเพ็ญเดือน 11 และวันเพ็ญเดือน 12  โดยปัจจุบันพิธีการลอยกระทงเราสันนิฐานว่าได้มาจากอินเดียตามหลักพราหมณ์เชื่อกันว่าลอยกระทงเพื่อบูชาแม่น้ำคงคา อันศักดิ์สิทธ์ของอินเดียและลอยเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าคือ พระนารายณ์

และส่วนชาวพุทธหรือว่าคนไทยนั้นที่ลอยกระทงนั้นเป็นการที่เรานั้นขอโทษแม่น้ำคงคาและทำการขอขมาและการลอยกระทงของเรานั้นทำด้วยจากต้นกล้วย การที่เอาต้นกล้วยมาทำเป็นกระทงเพื่อเป็นการขอโทษแม่คงคาและด้วยการที่เรานั้นตบแต่งกระทงของเราให้สวยงามด้วยการที่เรานั้นตบแต่งให้สวยงามด้วยดอกไม้ จากนั้นเราจะมีธูปเทียนใส่ลงไปด้วย

และเดียวนี้การจัดงานประเพณีลอยกระลอยนั้นเริ่มมีการจัดอย่างยิ่งใหญ่และมีการประกวดนางมาศในแต่ละตำบลและแต่ละที่นั้นจะจัดงานวัดกันอย่างตื่นหูตื่นตากันอย่างมากอยู่ที่ว่าเดียวนี้ที่วัดไหนตรงไหนที่มีการนิยมไปกันมากวัดนั้นจะมีคนเข้าไปท่องเที่ยวกันอย่างมาก แต่เมื่อก่อนนั้นมีการจุดพุด้วยแต่ว่าเดียวนี้ด้วยกฏหมายนี้ไม่ให้มีการจุดพุเพื่อที่ลดการหลีกเลี่ยงอาการบาทเจ็บของเด็กๆเพราะว่าเด็กๆนั้นชอบเอามาเล่นและไม่ได้อยู่ในการดูแลของผู้ปกครองจึงทำให้เด็กนั้นที่เล่นเกิดอุบัติเหตุกันอย่างมาก

และโคมลอยฟ้าเมื่อก่อนหน้านั้นเคยมีการนิยมอย่างมากในการลอยกระทงแต่ด้วยว่าการที่เรานั้นปล่อยโคมนั้นเวลาที่ไปตกนั้นเคยไปตกที่กองหญ้าแล้วทำให้เกิดไฟไหม้ได้อย่างง่ายบางครั้งก็ไปตกที่บ้านเรือนจึงทำให้ไม่มีโคมลอย แต่ว่ามีเพียงแค่การลองกระทงอย่างเดียวและก็แข่งขันการประกวดกระทงสวยงามในแต่ละหมู่บ้านเพื่อที่จะชิงเงินรางวัลกัน แต่ประเพณีลอยกระทงก็ไม่เคยศูนย์หายไปไหนก็ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ 

เรื่องราวของประเพณีบุญบั้งไฟ

ประเพณีนี้เป็นประเพณีของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาว

เหมือนกับมีเรื่องเล่าเป็นนิทานพื้นบ้านของคนอีสานเรื่องพระยาคันคากเรื่องผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทานพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง  การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพระยาแถนหรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่งชาวบ้านนั้นมีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนนั้นตกถูกต้องตามฤดูกาลเป็นความเชื่อและความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมากหากหมู่บ้านใดนั้นไม่จัดตั้งงานบุญบั้งไฟบูชาฝนนั้นก็จะไม่ตกตามฤดูกาลและอาจจะทำให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านนั้นได้ บุญบั้งไฟเป็นประเพณีที่ทำกันเดือนหกหรือว่าเดือนพฤษภาคมของทุกปีความเชื่อของชาวบ้านเชื่อว่ามนุษย์  โลกเทวดา และโลกมนุษย์

เพราะว่ามนุษย์นั้นอยู่ใต้อิทธิพลของเทวดา การรำผีฝ้าเป็นตัวอย่างแสดงออกทางด้านการนับถือเทวดา และเรียกเทวดาว่า แถน เมื่อถือว่ามีแถนก็ถือว่า ฝน ฟ้า ลม เป็นอิทธิพลของแถน หากทำให้แถนโปรดปราน มนุษย์ก็จะมีความสุขดังนั้นจึงมีพิธีบูชาแถน การจุดบั้งไฟก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงความเคารพหรือว่าส่งสัญญาณว่าเรานั้นเป็นความภัคดี ทำให้ชาวอีสานจำนวนมากเชื่อว่าการจุดบั้งไฟเป็นการขอฝนจากพญาแถน

จึงเป็นเรื่องเล่าขนานมาจนถึงทุกวันนี้แต่ความเชื่อนี้ยังไม่พบแน่นอน นอกจากนี้ในวรรณกรรมอีสานยังมีความเชื่ออย่างหนึ่งคือ เรื่องพญาคันคาก หรือว่าคางคก พญาคางคกได้รบกับพญาแถนแล้วชนะทำให้พญาแถนนั้นบันดาลฝนลงมาตกยังโลกมนุษย์ ซึ่งคำว่าบั้งไฟ ในภาษาถิ่นอีสานมักจะสับสนกับคำว่า  บ้องไฟ แต่ที่ถูกนั้นเรียกว่าบั้งไฟ ดังที่ เจริญชัย ดงไพโรจน์ ได้อธิบายความแตกต่างของคำทั้งสองไว้ว่า

บั้ง หมายถึง สิ่งที่เป็นกระบอก เช่น บั้งทิง ที่สำหรับใส่น้ำดื่ม หรือว่ากระบอกข้าวหลาม แบบนี้เป็นต้น ในทางศาสนาพุทธนั้นบุญบั้งไฟนั้นจะฉลองและบูชาในวันวิสาขบูชา กลางเดือนหก มีการทำดอกไม้ไฟแบบต่างๆทั้งไฟน้ำมัน ไฟธูปเทียนและดินประสิว

ส่วนประกอบของบั้งไฟ  

  1.  เลาบั้งไฟ  เลาบั้งไฟคือส่วนประกอบที่ทำหน้าที่บรรจุดินปืน มีลักษณธเป็นรูปทรงกระบอกกลมยาว มีความยาวประมาณ 1.5 -7 เมตร ทำด้วยลำไม้ไผ่
  2.  หางบั้งไฟ  หางบั้งไฟนั้นเป็นส่วนสำคัญเพราะเป็นคอยบังคับทิศทางบั้งไฟให้ยิงขึ้นไปในทิศทางตรงและสูงซึ่งต่อมานั้นหางนั้นได้พัฒนาเป็นหางเหล็กและ หางท่อนไม้ติดกันหางท่อนเหล็กมีลักษณะเป็นท่อนกลม  
  3. ลูกบั้งไฟ  เป็นลำไม้ไผ่ที่นำมาประกอบเป็นเลาบั้งไฟโดยมัดรอบลำบั้งไฟลำหนึ่งจะประกอบด้วยลูกบั้งไฟประมาณ 8-15 ลูก ขึ้นอยู่กับขนาดของบั้งไฟ  เดิมลูกบั้งไฟนั้นมีชื่อเรียกตามขนาดและตามลำดับขนาดใหญ่เล็กก็ได้แก่ ลูกโอ้ ลูกกลาง ลูกนาง และลูกก้อย ลูกบั้งไฟช่วยให้รูปของบั้งไฟ กลมเรียวสวยงาม นอกจากนี้ลูกบั้งไฟยังเป็นผิวไม่เรียบสวยเรายังเอามาตกแต่งลวดลายติดกระดาษให้สวยงามได้

ประวัติและเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีวัดบางกระบือ

เรื่องเล่าและประวัติที่เกี่ยวกับผีวัดบางกระบือมีดังนี้

สำหรับเรื่องผีนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนมองไม่เห็นเรื่องนี้มีความเชื่อกันมานานมากแล้วว่าวิญญาณตายโหงนั้นเฮี้ยนมาก

หากว่ายังไม่เจอภพภูมิที่ดีก็จะอยู่กับที่จะไม่ไปไหนก็จะคอยหลอกคนทั่วไปที่ดวงไม่ดีให้เจ็บไข้ได้ป่วยหรือได้รับความอันตรายแล้วแต่ความหนักเบาของคนที่ถูกหลอกเหตุการณ์การนี้เกิดขึ้นที่วัดบางกระบือแถวนั้น

เขาคุยกันว่าผีนั้นดุมากนายสมศักดิ์ซึ่งเป็นพนักงานที่มีระดับเขามักชอบกลับบ้านตอนดึกๆเสมอเพราะถือว่าไม่กลัวผีสะอย่างคืนนั้นได้กินเหล้าเมาพอสมควรเดินสูบบุหรี่ผ่านต้นไม้ที่มีผีดุต้นหนึ่งก้ได้มองดูว่ามีใครรอบๆหรือป่าวจากนั้นก้ได้เดินผ่านไปและมีเสียงเรียกนายศักดิ์ว่าพี่ๆขอบุหรี่หนึ่งตัวที่นี่หนาวจัง

นายสมศักดิ์ก็ตกใจอยู่พักหนึ่งเมื่อกี่ยังไม่มีใครเลยแล้วมันมาจากไหนว่ะเร็วจังจากนั้นก็ได้ส่งบุหรี่พร้อมจุดไฟให้นายสมศักดิ์มองไปเห็นเลือดไหลแสกผมของเขาไหลลงมาที่แก้มสมศักดิ์ถามกลับว่าไปโดนอะไรมาชายคนหนึ่งได้ตอบผมโดนโจรแถวนี้ทำร้ายมันคิดว่าผมเป็นสายให้ตำรวจพอคุยกันเสร็จนายสมศักดิ์ได้เดินกลับและได้หันกลับไปมองก็ไม่เห็นจึงทำให้นายสมศักดิ์นั้นขนลุกวิ่งตาตื่นเข้าบ้าน

จากนั้นก็ได้เล่าให้เมียฟังอ่าวพี่โดนกับเขาด้วยหรอ

ไอนั่นมันเป็นขี่ยาเล่นยาไปเยอะเกิดอาการหลอนจึงคิดว่าใครนั้นไล่ฆ่ามันอยู่ตลอดเวลาแล้วมันก็ปีนต้นไม้ต้นนั้นแล้วกระโดดลงมากระแทกกับขอบถนนหัวแตกคอหักเมื่อ7วันที่แล้วดีนะที่ยังโดนน้อยคนอื่นโดนต่อหน้าให้เห็นแบบคอหักต่อหน้าจากนั้นก็ไปรสน้ำมนต์และได้เอาบุหรี่หนึ่งซองและไม้ขีดไฟเอาไปวางไว้ที่โคนต้นไม้แล้วเรียกให้มารับบุหรี่

จากนั้นมานายสมศักดิ์ก็ถูกลอตเตอรี่4ใบรวดเขาบอกว่าผีให้โชคหลังจากที่ผีนั้นได้มาหลอกเขาต่อมาอีกคนซึ่งเป็นผู้กำกับเนตนารี่แห่งหนึ่งในพายนกต้องไปรวมงานทั้งจังหวัดจึงออกไปถึงทางออกบ้านตั้งแต่ตี4พอเข้าโค้งบางแสนก็เห็นรถจักรยานยนต์ล้มระยะต่อหน้าก็เลยเหยียบเบรคแล้วหักหลบและมีรถที่สวนมาก็หักหลบอีกครั้งจนรถเกือบตกถนน

เสียงคนที่ขับรถสวนมาด่าดังตามหลังมาพอตั้งสติได้ก็ได้หันไปมองกระจอกหลังก็ไม่เห็นจะมีรถจักรยานยนต์ที่ล้มเลยสักคันไม่แน่ใจก็เลยจอดรถแล้วลงไปดูไกล้ๆก็ไม่เห็นจะมีความผิดปกติอะไรจึงได้กลับวขึ้นรถไปพอเข้ารวมอบรมพักกินข้าวก็เล่าให้ผู้กำกับเนตรนารีฟังว่าโดน ผี หลอกคนที่เป็นชาวชลบุรีก็ อ้อ โค้งผีสิงที่แถวบ้างแสนอะหรอเขาโดนกันประจำที่หักหลบออกไปแล้วชนกับสิบล้อก็มีตรงนั้นชอบมีรถมาแข่งรถและล้มตายมันก็เลยหลอกคนตอนดึกๆเพื่อให้เกิดอุบัติเหตุหากตายแล้วจะได้มาอยุ่แทนมัน

เส้น พื้นฐานองค์ประกอบของการออกแบบ

 

พวกเราต่างวาดฝันการออกแบบมากมายต่างๆนาๆกันไปจนบางทีอาจจะลืมไปว่าการออกแบบนั้นเป็นอะไรที่เฉพาะทางแล้วก็มีพื้นฐานที่ควรรู้และฝึกฝนกันให้ชำนาญเสียก่อน

เราว่ามาถึงเรื่องแรกกันก่อนเลยคือเรื่อง เส้น

การวาดเส้นหรือการใช้เส้นอะไรก็แล้วแต่นั้นควรจะทำโดยมีเส้นที่เหมาะสมกับแบบนั้นๆ

เพื่อให้เป็นความเหมาะสมที่ไม่ขาดไม่เกินจนเกินไปเส้นมีหน้าที่และความสำคัญยังไงบ้าง ก็บอกได้เลยว่า ถ้าไม่มีเส้นก็คงไม่มีการออกแบบเกิดขึ้น เส้นนั้นหน้าที่หลักก็คือให้เห็นถึงการแบ่งเขตของงานออกจากกันเป็นส่วนๆตามที่นักออกแบบอยากให้เป็น

แล้วเส้นแต่ละเส้นก็มีน้ำหนักหรือรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แล้วน้ำหนักและรูปแบบเหล่านั้นก็เป็นตัวที่บ่งบอกถึงอารมย์ของงานออกแบบนั้นๆได้ เช่นเส้นโค้งก็สามารถทำให้ดูอ่อนไหวลงได้ ความโค้งที่มีน้ำหนักเส้นที่ลงหนักเบาไม่เท่ากันนั้นก็สามารถสร้างความพริ้วไหวให้กับงานออกแบบ

 

เส้นตรงที่หักเหลี่ยมก็แสดงให้ถึงงานออกแบบที่แข็งแรงและมีรูปทรงที่แน่นอน หรือจะเป็นรูปแบบของเส้นไม่ว่าจะเป็นเส้นลงน้ำหนักหรือเส้นที่ขนาดเท่ากันตลอดเส้น

จนไปถึงเส้นปะต่างๆที่ช่วยให้เขาใจถึงขอบเขตของการออกแบบต่างๆ เส้นเป็นพื้นฐานสำคัญของการออกแบบจริงๆอย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะการที่นักออกแบบคิดอะไรได้ก็คงต้องวาดเส้นลงบนกระดาษก่อนเป็นอันดับแรกอะนะ แล้วถ้าลากลงไปด้วยความรู้สึกมั่วไม่มีพื้นฐานเรื่องเส้น ก็จะไม่สามารถสื่ออารมย์ของงานออกแบบนั้นออกมาได้อย่างเต็มที่

เรื่องเส้นนี้เราจะเห็นความสำคัญได้อย่างง่ายๆกับงานวาดการ์ตูน การ์ตูนเรืองไหนใช้รายเส้นดีแล้วมีแบบแผนในการสื่ออารมณ์ลงบนเส้นแล้ว

คนอ่อนก็จะรู้ได้ทันทีแล้วก็ติดหนึบไปเลย ต่างจากการ์ตูนที่มีรายเส้นแข็งทื่อ คนอ่อนก็จะรู้สึกอ่านไม่ค่อยถึงอารมณ์แล้วก็เลิกอ่ายไปในที่สุด

เช่นเดียวกับการออกแบบเพื่อไปพรีเซ้นงาน ถ้ารายเส้นสวยดูมีอารมณ์ก็อาจจะเป็นผลดีต่างการพรีเซ้นได้นั้นเอง