ตำนานตะเกียงฟักทอง

            ตำนานตะเกียงฟักทอง หากพูดถึงตะเกียงฟักทองสำหรับคนไทยบางคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักแต่สำหรับคนวัยรุ่นยังไม่รู้จักกันเป็นอย่างดีเนื่องจากว่าตะเกียงฟักทองนั้นจะมีบทบาทสำคัญในช่วงวันฮาโลวีน   และถ้าหากใครเคยชมภาพยนตร์เกี่ยวกับวันฮาโลวีนจะเห็นเรียกว่าตราต่างประเทศโดยอย่างยิ่งเฉพาะชาติตะวันตกเมื่อถึงช่วงเทศกาลวันฮาโลวีนตามบริเวณหน้าบ้านจะมีการแกะสลักฟักทองเป็นรูปผีและภายในฟักทองนั้นก็จะมีการนำไปประดับประดาเอาไว้ทำให้เกิดความน่ากลัวหากมีการนำมาแสดงในช่วงเวลายามค่ำคืนโดยสัญลักษณ์ตะเกียงฟักทองนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่านี่คือเทศกาลวันฮาโลวีนนั่นเอง 

          สำหรับตำนานการเกิดตะเกียงฟักทองนั้นมาจากชายผู้หนึ่งซึ่งเขาเป็นคนไอริช  เขาเป็นชายขี้เมา ตำนานตะเกียงฟักทอง และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะต้องเสียชีวิตลงยังมาโทษก็ได้เดินทางมาหาเขาเพื่อจะมารับดวงวิญญาณของเขาไปยังนรก  แต่เขาใช้ปฏิภาณไหวพริบพูดคุยกับทางยมทูต โดยเอาได้หลอกล่อให้ยมทูตปีนขึ้นไปบนต้นแอปเปิ้ลเพื่อทำการเก็บแอปเปิ้ลมาให้เขาโดยเขาบอกกับยมทูตว่าหากเขาต้องเดินทางไปยังเมืองนรกเขาอยากจะมีอะไรกินระหว่างทาง เขาจึงร้องขอให้ยมทูตช่วยทำการเปลี่ยนรูป Apple ลงมาให้เขาสัก 10 ลูกซึ่งยมทูตก็ได้ปีนขึ้นต้นแอปเปิ้ลในระหว่างที่ปีนั้นเองปรากฏว่าชายคนดังกล่าวได้มีการสลักไม้กางเขนไว้ตรงบริเวณโคนต้นของต้นแอปเปิ้ลทำให้ยมทูตไม่สามารถลงจากต้นแอปเปิ้ลได้

         ดังนั้นใช้คนดังกล่าวจึงได้ทำข้อตกลงกับทางยมทูตว่าเขาจะทำการลบรูปไม้กางเขนออกหากอย่ามาโทษสัญญากับเขาว่าจะไม่มานำวิญญาณของเขาไปอีก  ยมทูตเมื่อเห็นดังนั้นจึงได้รับปากชายคนดังกล่าวซึ่งหลังจากที่มีการตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วใช่คนดังกล่าวก็ได้ลบรูปไม้กางเขนออกไปทำให้ยมทูตกลับไปยังเมืองนรกของตนเอง และเมื่อเวลาผ่านไปเป็นระยะเวลา 10 ปีก็ถึงคราวที่ชายคนดังกล่าวนั้นต้องเสียชีวิตลงแต่ยมทูตก็ไม่สามารถมาเอาวิญญาณของเขาไปยังเมืองนรกได้เพราะว่าเคยมีการรับปากกับชายคนนี้ไว้แล้วในขณะเดียวกันใช่คนนี้ก็ไม่ได้มีการทำบุญมากพอที่จะสามารถขึ้นไปบนสวรรค์ได้ทำให้วิญญาณของเขานั้นต้องเร่ร่อนอยู่ในโลกมนุษย์

        ด้วยความที่เขาเป็นวิญญาณที่ไม่มีใครต้องการจึงทำให้เขานั้นเกิดความรู้สึกเหงาจึงได้ไปหายมทูตแต่ยมฑูตก็ไม่สามารถรับตัวเขาไปด้วยได้และด้วยความสงสารจึงได้มอบฝ่ายวิญญาณให้เขามาก้อนหนึ่งซึ่งไฟนี้จะไม่สามารถทำได้เพื่อเขาจะได้ใช้สำหรับส่องเวลาที่จะเดินทางไปยังจุดที่หนาวเย็นและมืดมิดโดยไฟวิญญาณนั้นถูกใส่ไว้ในผักกาดซึ่งด้านในมีการควักไส้ออกหมดแล้ว

       และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผู้คนจึงนำผักกาดมาควักไส้ออกและนำไฟใส่ไว้ด้านในเมื่อถึงเทศกาลวันฮาโลวีนแต่หลังจากนั้นเนื่องจากว่าผักกาดค่อนข้างหายากเช่า Iris จะมีการเปลี่ยนจากผักกาดมาเป็นฟักทองและตะเกียงฟักทองก็มีการแพร่ขยายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา          

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.   แจ้งฝาก-ถอน sbobet

ตำนานศาลเจ้าจิชู

 

             ตำนานศาลเจ้าจิชู  ที่ประเทศญี่ปุ่นมีศาลเจ้าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ภายในวัดน้ำใสหรือคนญี่ปุ่นรู้จักกันดีในชื่อในวัด คิโยะมิสึ   โดยวัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่น   โดยผู้คนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาที่วัดแห่งนี้นั้นต้องการที่จะมาขอพรเกี่ยวกับเรื่องของความรักโดยมีความเชื่อกันว่าหากใครก็ตามที่ต้องการให้ความรักของตนเองสมหวังนั้นมาขอพรที่วัดแห่งนี้จะสมหวังตามที่ขอนั่นเอง

          ทำให้ในแต่ละวันนั้นเราจะเห็นคนญี่ปุ่นที่เป็นคนหนุ่มสาวต่างก็พาเดินทางมาขอพรกันที่วัดแห่งนี้มากมายเต็มไปหมด  ซึ่งอันที่จริงแล้วมันคือความเชื่อและเป็นความหวังของคนเพียงเท่านั้นเพราะที่จริงแล้วแม้แต่การมาขอพรที่ศาลเจ้าจิชูแห่งนี้นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีการสมหวังทุกคนไปเพราะบางคนที่มาขอพรอาจจะสมหวังแต่ก็มีบางคนที่ผิดหวังเหมือนกัน

 

           อย่างไรก็ตามที่ศาลเจ้าแห่งนี้นั้นไม่ได้มีแค่ความเชื่อเรื่องของความสมหวังด้านความรักเพียงเท่านั้น. ตำนานศาลเจ้าจิชู   แต่ที่นี่ยังมีตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพิธีสาปแช่งอีกด้วย  โดยตำนานเล่ากันว่าตรงบริเวณใกล้ๆกับศาลเจ้านั้นจะมีต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อหรือตำนานที่มีการเล่าต่อๆกันมา

         นั่นก็คือหากใครต้องการที่จะสาปแช่งศัตรูคู่อาฆาตแล้วเราก็ให้นำตุ๊กตาฟางมาทำการตอกติดเอาไว้กับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้  โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่มีใครเห็นขั้นตอนการตอกตุ๊กตาฟาง และต้องไม่มีใครเห็นตะปูที่ใช้ตอกตุ๊กตาฟางเอาไว้ซึ่งจะต้องทำแบบนี้เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 7 วันติดต่อกันและถ้าหากทำได้ผลของการสาปแช่งนั้นก็จะบรรลุสำเร็จนั่นเอง 

          ดังนั้นถ้าหากใครได้มีโอกาสทันไปที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้นจะเห็นได้ว่าที่ลำต้นของต้นไม้นั้นจะมีรูซึ่งเป็นร่องรอยการตอกตะปูเต็มไปหมดนั่นเองซึ่งพิธีกรรม สาปแช่งที่ศาลเจ้าเมจิชูริมีชื่อเรียกว่า อุชิ โน โคะคุไมริ  สำหรับเงื่อนไขของการสาปแช่งเพิ่มเติมก็คือจะต้องมาทำพิธีออกมาปูในช่วงเวลา 02:00 น เพียงเท่านั้นหากช่วงเวลาอื่นก็จะไม่สามารถทำให้พิธีนั้นสัมฤทธิ์ผลได้เช่นเดียวกัน 

       อย่างไรก็ตามมันเป็นเพียงแค่ตำนานความเชื่อที่มีการเล่าต่อๆกันมาเพียงเท่านั้นแต่คนในโลกปัจจุบันนั้นไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าหากมีการทำพิธีสาปแช่งแล้วจะได้สัมฤทธิ์ผลเหมือนกับที่ขอหรือไม่   อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้แทบจะไม่มีใครมาทำพิธีสาปแช่งที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์กันแล้วแต่ยังคงทิ้งร่องรอยของการตอกตะปูเอาไว้ให้เห็นว่าเคยมีคนเชื่อและทำตามตำนานนี้กันเป็นจำนวนมากนั่นเอง 

 

 

สนับสนุนโดย.    Ufabet เข้าสู่ระบบ

ตำนานผีลิ้นยาว เท็นโจนาเมะ

ตำนานของ เท็นโจนาเมะ หรือตำนานของผีลิ้นยาว

เป็นตำนานเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งตำนานนี้มีการบอกเล่าถึงวิญญาณชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะที่มีลิ้นที่ยาวมากและที่สำคัญมันชอบอาศัยอยู่ในบ้านร้างหรือในสถานที่ที่ไม่มีคนอยู่และแน่นอนว่ามันมักจะอยู่ในสถานที่ที่มีความสกปรกและอาศัยอยู่ตามฝ้าเพดาน

      สำหรับเรื่องราวของ เท็นโจนาเมะ หรือผีลิ้นยาวนั้นว่ากันว่ามันไม่ได้มีพิษมีภัยและไม่ได้มีอันตรายต่อมนุษย์เพียงแต่ว่ามันมีนิสัยชอบกินของสกปรกและชอบเลียคราบสกปรกนั้นเอง  หากไปที่รักษาทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอจะไม่เห็นเทนโจมาเนะอย่างแน่นอนแต่ถ้าหากบ้านไหนมีแต่ความสกปรกอาจจะเห็นว่า เท็นโจนาเมะ จะมาปรากฏตัวให้คุณเห็นก็ได้เพราะมันจะมาเรียคราบสกปรกของบ้านของคุณนั่นเองว่ากันว่ามีคนเคยเห็นว่า เท็นโจนาเมะ ใช้ลิ้นที่ยาวของมันเรียกจากพื้นบ้านขึ้นไปบนเพดานเลยทีเดียว

 

     ดังนั้นถ้าหากไกลไม่ได้หวาดกลัวผี  ก็ไม่ควรที่ตะกั่วป่าเท็นโจนาเมะ เพราะ จะเห็นได้ว่ามันมาช่วยคุณทำความสะอาดเพดานบ้านเพราะมันจะมาเรียนสิ่งสกปรกภายในบ้านของคุณให้แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากบ้านไหนมีเท็นโจนาเมะ มาอาศัยอยู่ด้วยและคุณอยากจะขับไล่มันออกไปกับบ้านของคุณแล้วแล้วก็วิธีการขับไล่เท็นโจนาเมะ นั้น ไ่ม่ยาก

นั่นก็เพราะว่าตามตำนานบอกว่าเท็นโจนาเมะ นั้นมันไม่ชอบไฟ  เรียกได้ว่าไฟทุกชนิดมันกลัวทั้งหมดถึงแม้ว่าจะเป็นไฟจากแสงไฟนีออนหรือแม้แต่การจุดเทียน  รวมถึงการฝึกไฟจากเตาผิง  เท็นโจนาเมะ  จะหวาดกลัว จากแสงไฟเหล่านี้ทั้งหมด 

 

วิธีการกำจัด  ผีลิ้นยาว หรือ เท็นโจนาเมะ

คุณก็แค่เพียงแค่ทำบ้านของคุณให้สะอาดอยู่เสมอและที่สำคัญเปิดไฟให้มีความสว่างอยู่ตลอดเวลารับรองได้เลยว่าบ้านของคุณจะไม่มีเท็นโจนาเมะ อย่างแน่นอนแต่ถ้าใครอยากจะให้เจ้าผีลิ้นยาวตัวนี้มาช่วยคุณทำความสะอาดบ้านแล้วก็คุณก็แค่พยายามทำให้บ้านของคุณนั้นมืดให้มากที่สุดพยายามอย่าเปิดไฟแค่นี้มันก็จะอยู่กับคุณแล้ว

        สำหรับตำนานเรื่องเล่าของ เท็นโจนาเมะ นั้นเชื่อว่าน่าจะเป็นกลอุบายของคนในสมัยโบราณที่ต้องการให้ลูกหลานของตนเองนั้นรักษาความสะอาดบ้านและได้อ้างถึงภูตผีปีศาจรวมถึงอ้างถึงผีลิ้นยาว  เพราะถ้าหากใคร กลัวผีพวกเขาก็ต้องมีการทำความสะอาดบ้านและทำให้บ้านนั้นโปร่งโล่งสบายนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  gclubฟรี500

            

ตำนานการให้อั่งเปา

          ในวันเทศกาลตรุษจีนนั้นเด็กๆมักจะเฝ้ารอคอยในช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้อั่งเปา  ตำนานการให้อั่งเปา ซึ่งในปัจจุบันนั้นการให้อั่งเปาก็คือการนำเงินไปใส่ในซองที่มีสีแดงแล้วมอบให้กับเด็กหรือจะให้วัยรุ่นที่ยังไม่แต่งงานก็ได้  ซึ่งการให้อั่งเปานั้นนับได้ว่าเป็นธรรมเนียมที่มีการปฏิบัติควบคู่กันมาพร้อมกับเทศกาลวันตรุษจีนนั่นเอง

      สำหรับอั่งเปาก็คือการที่  คนที่มีครอบครัวและมีงานมีการทำแล้วหรือคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วจะมอบเงินให้กับลูกหลานของตนเองโดยเฉพาะเด็กๆโดยการมอบเงินให้นั้นจะมีการนำเงินไปใส่ไว้ในซองซึ่งจะต้องเป็นซองสีแดงโดยบริเวณด้านหน้าซองก็จะมีการวาดลวดลายที่เป็นลวดลายมงคลและยังมีคำอวยพรซึ่งเป็นคำอวยพรมงคลต่างๆหลังจากนั้นก็จะมอบให้กับเด็กๆ

          ซึ่งเชื่อกันว่าการที่เด็กๆได้รับอั่งเปานั้นพวกเขาจะโชคดีที่สำคัญอังเปาไม่ได้มีการให้เพื่อเป็นการให้เงินทองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ตำนานการให้อั่งเปา แต่เป็นการอวยพรให้คนที่รับนั้นมีแต่ความสุขเป็นการแสดงให้เห็นถึงผู้ใหญ่ที่อยากจะมอบความสุขให้กับลูกหลานของตนเองและที่สำคัญสัญลักษณ์บนซองอั่งเปานั้นเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายเกี่ยวกับการขับไล่ภูตผีปีศาจและวิญญาณร้ายอีกด้วย 

         สำหรับธรรมเนียมการให้อั่งเปานั้นว่ากันว่ามีมาตั้งแต่ในสมัยก่อนปีคริสตกาล  หรือช่วงสมัยราชวงศ์ฉินนั่นเอง  โดยการให้อั่งเปานี้เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมจากคนเฒ่าคนแก่ที่มีการทำให้กับลูกหลานโดยในสมัยโบราณนั้นไม่ได้เป็นการนำเงินเอาไปใส่ในซองสีแดงเท่านั้นแต่คนสมัยโบราณจะใช้วิธีการนำเชือกซึ่งมีสีแดงมา 100 เหรียญซึ่งเป็นเหรียญเงินหลังจากนั้นก็จะมอบให้กับเด็กๆ  โดยเชื่อกันว่าเหรียญที่ถูกร้อยด้วยเชือกสีแดงนั้นจะสามารถปัดเป่าภูตผีปีศาจและโรคภัยไข้เจ็บให้กับผู้รับได้อย่างดีเลยทีเดียว

           ตามตำนานของการให้อั่งเปานั้นระบุว่าในสมัยช่วงปีคริสตศักราช 960 ถึง 1279   มีเรื่องเล่าพูดถึงเด็กชายคนหนึ่ง  ซึ่งเขาได้รับมรดกมาจากบรรพบุรุษเป็นดาบเล่ม 1 ซึ่งดาบดังกล่าวนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมากเพราะสามารถปราบปีศาจได้ดังนั้นเขาจึงใช้ดาบดังกล่าวนั้นเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านและผู้คนในหมู่บ้านเมื่อมีปีศาจมารังควาน

          โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ได้มีปีศาจที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับมังกรตัวใหญ่มาอาละวาดภายในหมู่บ้านและเด็กชายคนดังกล่าวก็ใช้ดาบปราบปีศาจมังกรเป็นผลสำเร็จทำให้ชาวบ้านต่างก็พากันนับถือและได้มีการมอบเงินเพื่อแสดงความขอบคุณเด็กชายคนดังกล่าวโดยมีการนำเงินที่มีการรวบรวมกันไปใส่ไว้ในซองสีแดงและมอบให้กับเด็กชาย

       และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีเทศกาลการให้อั่งเปาเกิดขึ้นนั่นเอง 

 

 

สนับสนุนโดย  แจ้งฝาก-ถอน ufabet

ตำนาน ขนมไหว้พระจันทร์

การไหว้พระจันทร์นั้นเป็นธรรมเนียมมีการยึดถือและมีการปฎิบัติกันมาอย่างยาวนาน  ทำให้เทศกาลการไหว้พระจันทร์นั้นเรียกได้ว่าเป็นเทศกาลแห่งตำนานเลยก็ว่าได้เพราะอายุที่เก่าแก่หลายร้อยปีนั่นเอง  โดยปกติแล้วคนจีนจะมีการจัดงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ในวันที่พระจันทร์เต็มดวงและส่องสว่างสวยสดใส

         ในเทศกาลไหว้พระจันทร์นั้นชาวบ้านจะมี ขนมไหว้พระจันทร์  ชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกตรงตามวันเลยก็คือขนมไหว้พระจันทร์นั่นเอง โดยขนมนี้มีตำนานมาคู่กับวันไหว้พระจันทร์ เรามาดูกันว่าตำนานพูดถึงขนมไหว้พระจันทร์อย่างไรบ้าง

          สำหรับตำนานที่จะแนะนำข้อมูลให้รู้จักในครั้งนี้เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองของจีน  ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีตเมื่อนานมาแล้ว เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ โดยตำนานมีการพูดถึงยุคของจักรพรรดิเจงกีสข่าน ซึ่งเขาคือบุคคลที่มีชื่อเสียงในสมัยโบราณ เป็นบุคคลในตำนานและเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไปทั่วโลกแม้แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนรู้จักตำนานของ จักรพรรดิเจงกีสข่าน อยู่เลย

          ตำนานเล่าว่าในตอนที่อาณาจักรมองโกล มีการปกครองด้วยจักรพรรดิเจงกีสข่าน  ซึ่งตอนนั้นมีการนำกองทัพเดินทางเข้ามาที่ประเทศจีนและเข้ามายึดครองบ้านเมืองของจีน  หลังจากยึดแล้ว มีการปกครองประชาชนจีนอย่างเผด็จการและเข้มงวด  ทำให้คนจีนต่างก็พากันไม่พอใจ เพราะถูกข่มเหง และถูกกัดดันอย่างหนักนั่นเอง   ดังนั้นชาวบ้านจึงได้มีการรวมตัวกันอย่างลับลับ โดยมีการตั้งเป็นขบวนการปฎิวัติ  

          ในวันที่กลุ่มปฎิวัติกลุ่มนี้จะมีการลงมือเพื่อนัดกันไปปฎิวัติ พวกเขาจึงเลือกวันไหว้พระจันทร์ในการที่จะมีการนัดหมายกัน ว่าจะมีการรวมตัวกันออกมาปฎิวัติเมื่อไหร่และที่ไหน  โดยมีการใช้ขนมไหว้พระจันทร์เป็นที่ซ่อนจดหมายในการส่งสารที่มีการนัดรวมตัวกัน 

โดยในวันดังกล่าว ขนมไหว้พระจันทร์   ชาวบ้านจะทำขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นโตโต หลังจากนั้นก็มีการนำขอ้ความใส่เอาไว้ในขนมแทนใส้ของขนม เสร็จแล้วก็มีการแจกจ่ายขนมไปตามบ้านเรือน  เหมือนกับเป็นการแจกขนมตามเทศกาล แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นการส่งสารหากันอย่างลับลับนั่นเอง 

        และเมื่อทุกคนได้สารลับต่างก็พากันออกมาปฎิวัติตามที่มีการนัดแนะกันเอาไว้ และมีการร่วมด้วยช่วยกันต่อสู้กับกลุ่มเผด็จการจนในที่สุด ก็สามารถกู้ประเทศจีนกลับคืนมาได้  ไม่ต้องถูกกดขี่ ดังนั้นชาวจีนจึงยึดเอาวันไหว้พระจันทร์ ให้มีการทำขนมไหว้พระจันทร์ทุกปี เพื่อเป็นการระลึกถึงสิ่งที่บรรพบุรุษได้กอบกู้บ้านเมืองกลับ มาได้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย    gclub casinoทดลองเล่น

ตำนานแม่นากพระขโนง คือผีเฮี้ยนเป็นเรื่องจริงหรือไม่?

ตำนานแม่นากพระขโนง  ซึ่งหลังจากที่พ่อมากได้รู้ความจริงแล้วและได้เชิญพระอาจารย์มาเพื่อทำการปราบแม่นาคตนนี้แล้วแม่นาคก็ได้เดินหายเขาไปในป่าและพี่มากกับหลวงพ่อก็คิดว่าเรื่องมันคงจะจบลงแล้วไม่มีอะไรมากแต่อยู่ดีๆก็ได้มีน้ำหยดลงมาที่เข่าของพ่อมากเป็นน้ำสีแดงคล้ายกับเลือดพ่อมากก็ได้ทำการมองขึ้นไปบนเพดานของกุฏิวัด

ปรากฏว่าภาพที่พ่อมากนั้นได้เห็นก็คือสภาพของแม่นาคที่มีสภาพไม่ต่างอะไรกับศพที่กำลังมองตาแดงมาที่เขากับพระอาจารย์ที่นั่งอยู่นั่นเองและในเวลานั้นต่อให้จะเป็นพระอาจารย์หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ยังไงก็วงแตกแน่นอนทั้งพ่อมากทั้งพระอาจารย์ได้วิ่งนี้กันอย่างไม่คิดชีวิตเลยเพื่อที่จะไปหลบแม่นาค

นอกจากนี้แม่นาคเธอก็ได้ทำการตามพ่อมากไปเรื่อยๆตามหายังไงก็ไม่พบเจอแม่นาคเธอก็เลยกรีดร้องพร้อมกับอาระวาดหลอกหลอนคนในหมู่บ้านไปทั่วยันสว่างเลยพอถึงเวลารุ้งเช้าแม่นาคก็ได้หายไปโดยที่ไม่มีสาเหตุและชาวบ้านก็ได้รวมตัวกันคุยกันว่า

 ตำนานแม่นากพระขโนง  เมื่อคืนถูกแม่นาคตามหลอกหลอนทั้งคืนพวกเราจะทำยังไงดีไม่อย่างนั้นพวกเราอยู่ไม่ได้แน่นอนชาวบ้านเลยได้รวมตัวกันไปจ้างหมอผีที่มีชื่อเสียงเพื่อที่จะมากำจัดหรือว่ามาสะกดวิญญาณของแม่นาคเอาไว้โดยหมอผีท่านนี้เราจำชื่อท่านไม่ได้ตามข้อมูลค่อนข้างที่จะเรือนรางมากแต่เขาได้บอกเอาไว้ว่าหมอผีท่านนี้มีชื่อเสียงในอดีตมากและเป็นคนที่สามารถสะกดวิญญาณแม่นาคเอาไว้ได้อีกด้วย

เนื่องจากนี้ในข้อมูลตรงนี้เขายังได้บอกเอาไว้อีกว่าในวันที่หมอผีคนนี้เข้ามาเพื่อที่จะสะกดวิญญาณของแม่นาคนั้นหมอผีคนนี้มีความมั่นใจมากเตรียมมาทั้งข้าวสารเสกเตรียมมาทั้งน้ำมนต์เตรียมมาทั้งหม้อหินที่เอาไว้ผนึกวิญญาณโดยหมอผีตนนี้ก็ได้ตั้งวงล้อมเป็นสายสิญจน์เอาไว้และได้ทำการสวดเรียกวิญญาณหรือท้าทายวิญญาณผีของแม่นาคออกมา

ซึ่งได้ทำการสวดไปได้ไม่กี่วิ่งนาทีเท่านั้นวิญญาณแม่นาคก็ได้โผล่ขึ้นมาต่อหน้าหมอผีตนนั้นและได้ก้าวข้ามสายสิญจน์ที่กลางเอาไว้เหมือนกับรอบแรกที่แม่นาคไม่กลัวสายสิญจน์ของพระเลยและได้ทำให้หมอผีคนนี้ตกใจเป็นอย่างมากว่าไม่เลยเจอวิญญาณอะไรที่มีพลังกล้าแกร่งได้ถึงขนาดนี้เลย

ดังนั้นหมอผีก็ได้หยิบข้าวสารเสกขึ้นมาและได้โยนใส่ตัวของแม่นาคปรากฏว่าแม่นาคนั้นไม่เป็นอะไรและในเวลานั้นชาวบ้านที่ได้อยู่ข้างหลังของหมอผีเขาก็เริ่มที่จะกลัวแล้วว่าจะทำยังไงดีเพราะว่าขนาดข้าวสารเสกสายสิญจน์ยังเอาไม่อยู่เลย

 

สนับสนุนโดย     ทางเข้า sbobet ใหม่ล่าสุด

สงครามครูเสดครั้งที่สอง

สงครามครูเสดครั้งที่สอง อย่างไรก็ตามในช่วงแรกของกองทัพครูเสดสามารถตีเอาเมืองต่างๆของชาวมุสลิมที่อยู่ระหว่างทางไปนครยูซาเล็มได้และสามารถขับพวกมุสลิมออกไปจากดินแดนบางส่วนของปาเลสไตน์ได้ด้วยกองทัพครูเสดมาถึงนครเยรูซาเล็ม

ซึ่งในขณะนั้นตกอยู่ในความครอบครองของอียิปต์และนครศักดิ์แห่งนี้ได้ในเดือนกรกฎาคมปีค.ศ.1099จับชาวมุสลิมและยิวสังหารไปราว70,000คนแล้วจึงราวรวมเอาดินแดนที่สามารถตีได้ทั้งหมดนั้นมาจัดตั้งเป็นแว่นแขวนในราชอาณาจักรคริสต์เตียนราชอาณาจักรละตินแห่งนครเยรูซาเล็ม

สงครามครูเสดครั้งที่สอง พร้อมกับเชิญให้ก็อตเฟร์แห่งบุญลองขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองนี้แต่ก็อตเฟร์ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งต่อมาก็อตเฟร์ได้ถึงแก่กรรมในเวลาหลังจากนั้นน้องชายของเขาที่นำทัพมาด้วยกันจึงได้ขึ้นเป็นพระราชาปกครองดูแลนครเยรูซาเล็มในปีค.ศ.1100จึงถือกันว่าบอลวิวคือกษัตริย์พระองค์แรกแห่งอาณาจักรนี้

สงครามครูเสดครั้งแรกโดยการนำทักของเหล่าขุนนางนับว่าฝ่ายคริสต์เตียนได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์หลังจากนั้นชาวคริสต์เตียนก็สามารถเดินทางไปจาริกแสวงบุญอย่างนครเยรูซาเล็มได้สะดวกเหตุการณ์ต่างๆดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีสงครามครูเสดจึงน่าจะยุติแต่เพียงเท่านี้

หากแต่ความสงบหลังจากสงครามครั้งนี้ก็ดำเนินไปเพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้นเองข้างฝ่ายเติร์กนั้นแม้จะถูกไล่ออกมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิแต่ก็ยังเฝ้ารอโอกาศที่จะกลับไปทวงดินแดนที่เคยเป็นของตนคืนมาจนกระทั่งในปีค.ศ.1120เติร์กก็ได้ผู้นำที่แข็งแกร่ง

โดยเป็นผู้ที่รวบรวมเหล่าชาวเติร์กที่กระจัดกระจายอยู่ให้ได้กลับมารวมมตัวกันอีกครั้งโอกาสยิ่งเข้าข้างฝ่ายเติร์กเมื่อพวกคริสต์เตียนที่อยู่ในอาณาจักรแห่งนครเยซูซาเล็มเริ่มแมตกสามัคคีแซงกิจึงสามารถเข้าตีเมืองโอเดสซาคืนจากพวกชาวคริสต์เตียนได้อย่างสำหรับในปีแรกค.ศ.1144ถือเป็นฉนวนทำให้เกิดสงครามครูเสดครั้งที่สอง

ดังนั้นเหตุการณ์นี้ชาวคริสต์พากันวิตกเป็นอย่างมากเพราะหากพวกเติร์กสามารถตีเอาเมืองโอเดสซาไปได้ในไม่ช้าก็คงจะเร่งกำลังตีเอาเมืองเยรูซาเล็มต่อเป็นแน่หากแต่เติร์กไปทำได้สำเร็จเยซูซาเล็มต้องกลับไปอยู่ในอำนาจของพวกเติร์กอีกครั้งบาทหลวงชาวฝรั่งเศสถทอเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมกำลังพลคริสต์เตียนด้วยสงครามครูเสดครั้งที่สองและได้สร้างแรงจูงใจให้แก่กษัตริย์ทั้งสองพระองค์

ซึ่งเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่7แห่งฝรั่งเศสและจักรพรรดิค็อนราทที่3แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิค้อยตามและจัดเตรียมกำลังจากฝ่ายตนเป็นจำนวนมากเพื่อยกทัพไปตีกับพวกเติร์กกล่าวกันว่ากำลังพลที่รวบรวมได้ในครั้งนี้มีจำนวนมาถึง300,000คนทว่าส่วนใหญ่เป็นพวกไร้ฝีมือ

 

สนับสนุนโดย.    ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

ตำนานหนูน้อยหมวดแดงน่ากลัวกว่าที่คิด

โดยเนื้อหาของหนูน้อยหมวกแดงที่เราหามาได้ตรงนี้เขาได้บอกเอาไว้ว่าในสมัยนั้นที่ยังไม่ได้มีการเจริญรุ่งเรืองในเรื่องของเศรษฐกิจเรื่องของเทคโนโลยีเขาจะมีการเป็นอยู่จัดหมู่บ้านที่แยกแล้วก็แตกหน่อกันออกไปโดยที่แต่ละพื้นที่ก็จะอยู่เป็นกระจุกเล็กๆแล้วเวลาไปมาหาสู่กันก็จะเดินทางข้ามป่าใหญ่ๆป่าหนึ่งไป

ซึ่งแน่นอนแล้วว่าในการเดินทางนั้นมันค่อนข้างที่จะยากลำบากมากและใช้คำว่าแทบจะไม่สามารถเดินทางได้คำเดียวเลยเพราะเวลาที่เดินข้ามป่าไปนั้นยังไงก็จะต้องพบเจอกับสิงสาลาสัตว์สัตว์ร้ายต่างๆที่อยู่ในป่าอย่างแน่นอนฉะนั้นแล้วเวลาที่เขาเดินทางข้ามป่าไปหากันและกันจะต้องเดินทางไปเป็นหมู่คณะและเดินทางไปพร้อมกับนายพรานนั่นเอง

ดังนั้นในเวลานี้เองได้มีหนูน้อยคนนึงที่มีสีผมบรอนโดยหนูน้อยคนนี้ก็ได้อาศัยอยู่กับแม่ของเขาในหมู่บ้านหนึ่งแล้วเขาก็ได้มีคุณยายที่เลี้ยงเขาในตอนเด็กอยู่อีกหนึ่งหมู่บ้านนึงอยู่ในตอนแรกเขาก็อาศัยอยู่กกับคุณยายแต่พอเขาได้โตขึ้นเขาก็ย้ายมาอยู่กับคุณแม่แล้วได้ตามคุณแม่มา

นอกจากนี้คุณยายก็ได้ให้ของขวัญเป็นการทิ้งท้ายก่อนที่จะจากลากันไปเป็นผ้าคลุมสีบรอนที่ใช้คำว่าหนูน้อยคนนี้เขาจะติดตัวอยู่ตลอดเวลาเลยก็ว่าได้และพอเวลาผ่านไปเธอก็ได้โตขึ้นจนประมาณอายุสัก14-15ปีอยู่ก็ได้มีวันหนึ่งที่คุณแม่เขาได้ทำขนมขึ้นมาและเขาก็อยากให้คุณยายได้รับประทานและได้ชิมด้วย

เนื่องจากนี้คุณแม่ก็ได้บอกกับเธอเอาไว้ว่าช่วยเอาขนมไปให้คุณยายหน่อยแค่เดินข้ามป่านี้ไปก็จะเจอกับโรงโม้แป้งที่บ้านของคคุณยายก็จะอยู่ข้างๆกับโรงโม้แป้งเลยลูกช่วยเดินทางไปส่งขนมให้กับแม่หน่อยได้ไหมเขาก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้และคิดว่ามันคงจะไม่ใช่เรื่องยากอะไรก็ตอบตกลงแม่ไปนั่นเอง

แต่ในขณะที่คุณแม่เขาได้บอกกับหนูน้อยว่าเวลาเดินเข้าป่าไปเจอใครก็แล้วแต่ที่แปลกหน้าแล้วเข้ามาชวนเราคุยหรือเข้ามาทักทายเรานั้นต้องห้ามทักทายแล้วห้ามคุยและห้ามมีประติสัมพันธ์ใดๆเลยนั่นเองในเวลานั้นเองเธอก็งงอยู่ว่าแล้วถ้ามีเพื่อนบ้านหรือชาวบ้านเข้ามาทักเราจะไม่คุยกับเขาเลยหรอก็ทำอะไรไม่ได้คุณแม่เธอได้แนะนำมาอย่างนั้นก็ต้องทำตามแล้วก็บอกคุณแม่ไปว่าจะไม่คุยกับคนแปลกหน้านั่นเอง

 

 

ขอบคุณผู้สนับสนุนเรื่องราวโดย.     sa gaming เข้าสู่ระบบ

สถาปัตยกรรมล้านนากับวัดโลกโมฬีและวัดลอยเคราะห์

สถาปัตยกรรม คือ ผลงานศิลป์ที่แสดงออกเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวโยงทั้งยังด้านในแล้วก็ข้างนอกสิ่งก่อสร้างนั้น ที่มาจากการสร้างสรรค์ของคนเรา ด้วยศาสตร์ทางด้านศิลป์ บริหารพื้นที่ว่าง ทัศนศิลป์ รวมทั้งวิศวกรรมการก่อสร้าง เพื่อการใช้สอย

สถาปัตยกรรมนอกจากเป็นแขนงหนึ่งของศิลปะแล้วยังเป็นเครื่องหมายทางด้านวัฒนธรรมของสังคมในสมัยนั้นๆ ด้วย ดังเช่น บ้านที่พัก วัง ราชสำนัก วัด เจดีย์ โบสถ์ ฯลฯ สิ่งปลูกสร้างพวกนี้ ล้วนคงทนถาวรบางแห่งสามารถอยู่ให้เห็นถึงความงามแบบชัดๆ ตั้งแต่อดีต และปรากฏเป็นที่ระลึกนึกถึงมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

วัดที่มีความเด่นด้านสถาปัตยกรรมล้านนา

วัดโลกโมฬี

เป็นวัดโบราณแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ จากการศึกษาพบว่าสร้างมาตั้งแต่ 500 ปีที่แล้ว สร้างในยุคอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก ได้แก่ เจดีย์ของวัดโลกโมฬี เป็นเจดีย์ที่สร้างเมื่อปลาย พุทธศักราชที่ 21 ตำนานกล่าวว่าวัดโลกโมฬีนั้นมีขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2071 ข้างในองค์เจดีย์ก็ได้ติดตั้งอัฐิของพระเมืองเกษเกล้าไว้ด้วย 

วิหาร ทำจากไม้สักทั้งหมด ซึ่งเป็นความเฉพาะตัวของล้านนาโบราณ ตกแต่งด้วย รูปปั้นนาคารอบๆ ทางขึ้นวิหาร ทำให้มองดูแล้วน่าเคารพอย่างยิ่ง ทั้งยังด้านหน้าบันของวิหารได้ตกแต่งไปด้วยกระจกสี หลังคาลงพื้นด้วยสีดำทำให้ขับกับแสงสะท้อนของกระจกมองแล้วช่างสวยสดงดงามเป็นอย่างยิ่ง ส่วนข้างหลังของวิหารเป็นที่พำนักพักพิงแล้วก็กุฎีของวัด ซึ่งเป็นการทำขึ้นในแบบสถาปัตยกรรมยุคใหม่ ตั้งอยู่รอบๆ ทิศเหนือของเมืองจังหวัดเชียงใหม่ 

วัดลอยเคราะห์

ถูกเปลี่ยนมาจากชื่อ วัดร้อยข้อ ถ้าออกสำเนียงล้านนา จะออกเสียงว่า วัดฮ้อยข้อ ทำขึ้นราวปี พุทธศักราช 1910 ในยุคพญากือนา หนึ่งในกษัตริย์ของมังราย ช่วงปลายรัชสมัยเมียนมาร์ยกกองทัพมาตีล้านนา และก็ครอบครองล้านนา วัดต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ก็เลยถูกทิ้งร้างไป ถัดมาพระเจ้ากาวิละได้รวบรวมทหารกล้าและไปตีบ้านตีเมืองเชียงแสนที่ยังคงอยู่ใต้การปกครองของเมียนมาร์คืนมาได้ ก็เลยได้ต้อนชาวเชียงแสนมาอยู่ในเมืองจังหวัดเชียงใหม่ 

ชาวเชียงแสนที่ถูกต้อนมา ณ เวลานั้น ได้ร่วมกันบูรณะวัดร้อยข้อขึ้นมาใหม่ โดยตั้งเป็นชื่อใหม่ว่า “วัดลอยเคราะห์”

ปัจจุบันได้รับการบูรณะในปี พุทธศักราช 2550-2551 ซึ่งเป็นการซ่อมแซมที่ยังคงรักษาต้นแบบเดิมที่สร้างมาตั้งแต่ ปี พุทธศักราช 2408 ตัวพระวิหารตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัด เป็นตึกก่ออิฐถือปูนสถาปัตยกรรมล้านนา และได้รับการบูรณะแบบจริงจังในปี พุทธศักราช 2545 ทำให้มีความโดดเด่นมากขึ้นไปอีกตามฉบับล้านนา โดยด้านในวิหารตั้ง พระพุทธศุภโชคศรีลอยเคราะห์มิ่งมงคล ขึ้นชื่อในเรื่องการให้พรพ้นจากเคราะห์กรรม

วัดซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมล้านนา ถือเป็นศิลปะที่ล้ำค่ามากๆ ของไทยเลยก็ว่าได้ เพราะว่าคนไทยนั้นนับถือศาสนาพุทธมาอย่างยาวนาน มีวัดเป็นที่พึ่งทางใจ การที่มีวัดที่งดงามหาดูได้ยากเช่นนี้จึงทำให้ช่างเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากจริงๆ  

 

 

สนับสนุนโดย    Ufabet เข้าสู่ระบบ

เครื่องมือในการทำงานในยุคปัจจุบันของศิลปะ

พูดถึงอุปกรณ์ในการทำงานต่างๆในปัจจุบันก็มีอุปกรณ์มากมายซึ่งรองรับการใช้งานที่มีความซับซ้อนและลักษณะในการทำงานรูปแบบใหม่ มีกลุ่มศิลปินมากมายซึ่งที่ผ่านมาเริ่มมีการศึกษาถึงเรื่องราวต่างๆอุปกรณ์ต่างๆในการใช้งาน โดยเฉพาะปกรณ์อาการที่ว่ามีความสำคัญในการสะท้อนถึงเรื่องราวอารมณ์และความรู้สึกต่างๆของจิตรกรต่างๆมากนักจึงไม่รู้เรื่อง หรือไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจนักที่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของศิลปะต่างๆ

ได้มีการพัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของเสียงต่างได้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างทางสังคมต่างๆในการเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมความรู้ต่างๆมากมายซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านี้เองเป็นส่วนที่มีการยอมรับคนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการทำงานหรือว่าธนาคารของศิลปะต่างๆหรือแม้จะเป็นการเดินทางของผู้คนต่างๆที่ซึ่งมีการเรียนรู้และมีการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรมในการทำงานในการศึกษาถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชนพื้นเมืองในพื้นที่ต่างๆ

เพื่อนเอามาทำงานหรือพัฒนารูปแบบในการทำงานนี้ส่วนของโครงสร้างโดยเฉพาะการปฏิบัติการทันตซึ่งมีประวัติมาเป็นระยะเวลานานในการทำงานและการเปลี่ยนแปลงของเสียงตามนั้นเอง เป็นส่วนที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการทำงานและความรู้ของผู้คนที่ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ในประเทศไทยที่ซึ่งการศึกษาต่างๆและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมดังๆ ได้นำมาสู่รูปแบบใหม่ๆที่พ่อไม่ขึ้นไม่ว่าจะเป็นของนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทยต่างๆที่มีการศึกษาเกี่ยวกับลัทธิในการทำงานต่างๆ

แต่ละที่ก็มีลักษณะหรือวิธีการทำงานที่ต่างไปนี้จึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างแปลกใหม่ในการศึกษาถึงเรื่องราวต่างๆได้ทดลองทำงานต่างๆเหล่านี้ให้เป็นจริงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงทางความคิดต่างๆทำให้ผู้คนส่วนใหญ่สามารถศึกษาถึงเรื่องราวต่างๆมากมายยิ่งขึ้น แล้วความรู้และความสามารถต่างๆนี่เองค่อนข้างเป็นสิ่งที่เขามีค่าในการทำงานและการศึกษาทางประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงและความรู้ต่างๆมากมาย

ช่วยผู้คนสามารถสร้างสรรค์ผลงานและเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยที่แตกต่างไปได้เพราะเครื่องมือในการทำงานจะสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะในการทำงานวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงทางรูปแบบของสังคมการทำงานเช่นเดียวกันโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วยในการทำงานดังกล่าว เทคโนโลยีต่างๆอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมในช่วงยุคก่อนเกาหลีการรับรู้ที่แตกต่างกันของผู้คนและระบบเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆของระบบอินเทอร์เน็ตที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอในสมัยนั้น พัฒนาการของคนสมัยใหม่นี้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผู้คนในปัจจุบันกำลังนำเสนอหรือจะอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงและการนำเสนอต่างๆ 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    จีคลับ คาสิโน