พลศึกษา กายใจที่แข็งขันเพื่อสังคมที่แข็งแรง


วิชาพลศึกษาเมื่อสมัยยังเด็กคือโอกาสแรก (และโอกาสเดียวสำหรับใครหลายๆ คน) ในการเรียนรู้ ทดลอง  และทำความรู้จักกับชนิดกีฬาที่แตกต่างและหลากหลาย ซึ่งบ่อยครั้งได้พัฒนาไปเป็นความหลงใหลและการฝึกฝนกีฬานั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อเติบโต การเรียนรู้ที่จะออกกำลังกายและเล่นกีฬาชนิดต่างๆ ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายด้วยการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและยืดหยุ่นเท่านั้น หากยังบำรุงกำลังใจและช่วยพัฒนามนุษยสัมพันธ์ รวมทั้งทักษะในการอยู่ร่วมกันในสังคม อันจะสร้างให้เกิดเป็นความฉลาดทางอารมณ์ องค์ประกอบสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณภาพ

• ความเป็นมาของวิชาพลศึกษาสืบย้อนไปไกลได้ถึงการมีอยู่ของสังคมมนุษย์ ในแหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำโบราณทั้งในอียิปต์ จีน หรืออินเดีย ต่างมีประเพณีการออกกำลังและการศึกษาวิชาการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อฝึกฝนและเตรียมพร้อมอยู่เสมอผ่านการเล่นกีฬา การฝึกซ้อมยุทธวิธีการรบและการสงคราม รวมถึงศิลปะการป้องกันตัว ซึ่งมีพัฒนาการมาจากการฝึกฝนทักษะการเอาตัวรอดในโลกยุคดึกดำบรรพ์ เช่น การล่าสัตว์หรือการเอาตัวรอดจากสัตว์ร้ายและสัตว์นักล่า

• ชาวกรีกโบราณเป็นชนชาติแรกที่ใช้การออกกำลังในรูปแบบการยืดหยุ่นร่างกายเพื่อพัฒนาและสร้างสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานของการศึกษาและวางหลักสูตรวิชายิมนาสติกในเยาวชน ฟรีดิช ลุดวิก จาห์น (Friedrich Ludwig Jahn) นักการศึกษาด้านยิมนาสติกชาวเยอรมันในคริสตศตวรรษที่ 19 เป็นผู้แรกที่ก่อตั้งโรงเรียนวิชายิมนาสติกสำหรับเด็กในเยอรมนีในปี 1811 ด้วยความเชื่อมั่นว่าสังคมที่ดีสร้างขึ้นได้จากการวางรากฐานและมาตรฐานทางการศึกษาในวิชาการออกกำลังกาย

• เมื่อถึงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 วิชายิมนาสติกได้พัฒนาไปเป็นวิชาพลศึกษาแบบสมัยใหม่ตามขบวนการเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child-initiated Movement) จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) นักปฏิรูปการศึกษาชาวอเมริกัน เป็นนักคิดคนสำคัญในขบวนการดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าการเรียนรู้วิชาพลศึกษาในโรงเรียนผ่านการเรียนการสอนที่เน้นให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมผ่านการเคลื่อนไหวและการละเล่นถือเป็นเรื่องสำคัญในพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสุขภาวะของเด็กๆ

• ในประเทศไทย หลวงศุภชลาศัย ร.น. (บุง ศุภชลาศัย) อธิบดีกรมพลศึกษาท่านแรกซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในปี 2477 เป็นผู้บุกเบิกเรื่องพลศึกษา ซึ่งเน้นไปยังการใช้วิชาพลศึกษาเพื่อสร้างสรรค์เยาวชนให้มีพลานามัยแข็งแรงเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติและบ้านเมือง จากการสร้างสมดุลระหว่างจิตใจ ร่ายกาย และความประพฤติ

• หนึ่งในหัวใจของวิชาพลศึกษาคือการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ เครื่องแบบและการแต่งกายที่ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยมากจะเป็นเสื้อขาวและกางเกงวอร์มขาสั้นในชั้นประถมศึกษา เสื้อสีประจำโรงเรียนและกางเกงวอร์มขายาวในชั้นมัธยมศึกษา ชุดพละหลากสีสันทั้ง แดง เหลือง ฟ้า เขียว ฯลฯ ซึ่งได้กลายเป็นจุดเด่นและจุดสังเกตบอกสังกัดของนักเรียนไทยเช่นทุกวันนี้ เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ข้อ 15 ซึ่งให้สถานศึกษาเป็นผู้กำหนดรูปแบบของชุดโดยคำนึงถึงความประหยัดและความเหมาะสมเป็นหลัก

• พื้นที่ออกกำลังกายก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในการเรียนการสอนวิชาพลศึกษา โดยโรงยิมเอกชนในร่มสำหรับเด็กและเยาวชนแห่งแรกถือกำเนิดขึ้นในเยอรมนีในปี 1852 ก่อนที่ขบวนการเทอร์เนอร์ (Turner  Movement) ในสหรัฐอเมริกาจะทำให้พื้นที่ในร่มเพื่อการกีฬาโดยเฉพาะเช่นนี้เป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก เมื่อกลุ่มเทอร์เนอร์ริเริ่มจัดสร้างโรงยิมในร่มสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ตามหัวเมืองต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา

• ทักษะทางสังคมและการทำงานเป็นหมู่คณะยังเสริมสร้างได้จากวิชาพลศึกษา เมื่อเด็กๆ ได้เรียนรู้การเล่นกีฬาที่ออกแบบมาให้เล่นเป็นทีม ไม่ว่าจะเป็นบาสเก็ตบอล วอลเลย์บอล ฟุตบอล เบสบอล ฯลฯ นอกจากนี้ พลศึกษายังสอนให้รู้จักจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสมดุลทางสุขภาวะ ผ่านการคิดค้นการแข่งขันและเกมกีฬาที่กฎและกติการในการแพ้ชนะได้รับการออกแบบมาให้ผู้เล่นได้เผชิญหน้ากับอารมรณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความคาดหวัง ผิดหวัง โกรธ เสียใจ หรือดีใจ