เเสงเเดดรักษาโรคซึมเศร้าได้อย่างไร


          จากทีเราตากเเอดเเละได้รับเเสงเเดดอยู่ประจำ ทำให้บางคนไม่คิดเลยว่าเเสงแดงจะรักษาโรคซึมเศร้าได้ มาวันนี้ เราจะมาเเนะนำว่าเเสงเเดดรักษาโรคซึมเศร้าได้อย่างไร

ความรู้สึกเหนื่อยอ่อน วิตกกังวล และง่วงซึม นับเป็นส่วนหนึ่งของอาการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าซึ่งโรคนี้สามารถรักษาให้หายด้วยการบำบัดทางยา จิตบำบัด และธรรมชาติบำบัด โดยเฉพาะการบำบัดด้วยแสง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการได้รับแสงแดดทุกเช้าเป็นเวลา 30 – 60 นาที จะช่วยรักษาอาการเหล่านี้ได้ แสงแดดอ่อนๆ จะช่วยลดฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจากต่อมไพเนียเพื่อควบคุมการนอนหลับ โดยเมลาโทนินนั้นจะถูกกระตุ้นด้วยความมืดและยับยั้งด้วยแสงสว่าง ดังนั้นการได้รับแสงแดดยามเช้าจึงช่วยให้ผู้ป่วยสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้

ถึงแม้ว่าเมลาโทนินจะเป็นผลเสียกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแต่สำหรับคนทั่วไปควรเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อให้ร่างกายได้ผลิตสารดังกล่าวเพื่อจะเป็นส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ และทำให้ริ้วรอยก่อนวัยไม่มาเร็วเกินไปและช่วยให้เราหลับฝันดีอีกด้วย

นี่หละคะประโยชน์ของเเสงแดดที่มีต่อการรักษาโรคซึมเศร้า ทุกคนก็รู้ประโยชน์มันเเล้วก็อย่าลืม ทำตัวเองให้ว่างรับเเสงเเดดยามเช้านะจะ

               มีคำถามที่ว่าอากาศร้อน กับอาหารเป็นพิษก่อให้เกิดปัญหากับสุขภาพเราอย่างไร วันนี้จะมานำเสนอเมื่ออากาศร้อน อาหารที่เรารับประทานเข้าไปเกิดเป็น
การกินอาหาร พอเราได้รับเชื้อนี้เข้าไปจากการกินของเราเอง ก็จะทำให้ทางเดินอาหารผิดปกติไป หากภูมิคุ้มกันไม่ดี หรือไม่ค่อยแข็งแรง เชื้อก็จะทำให้ลำไส้อักเสบได้ง่ายขึ้น มีอาการอาหารเป็นพิษได้นั่นเอง แต่เราจะป่วยหลังจากที่เรากินอาหารต้องสงสัยไปแล้ว นับย้อนราวประมาณ 6-12 ชั่วโมงที่แล้ว ไม่ใช่มื้อที่เพิ่งกินเข้าไปคะ

วิธีป้องกันที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ

1. ล้างมือให้บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำควรล้างมือให้สะอาดเช็ดให้เเห้งก่อน

2. แยกอาหารสด กับ น้ำแข็งที่เราแช่ไว้กิน แยกคนละส่วน กันเพื่อป้องกันอาหารบูดเน่า

3. พยายามอย่าเปิด-ปิดตู้เย็นบ่อยๆ เดี๋ยวอุณหภูมิจะไม่คงที่ แช่ของสด หรือไอศกรีมก็ไม่แข็งเต็มที่สักที

4. ไม่ต้องประหยัดไฟให้มากนัก ในกรณีของการถอดปลั๊กตู้เย็นออกเป็นระยะ เพราะอาหารในตู้จะกลายเป็นพิษได้ ฉะนั้นเวลาหน้าร้อนต้องระวังเรื่องนี้

วิธีดูแลอาการอาหารเป็นพิษ ให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น

1. ต้องหลีกเลี่ยงอาหารต้องสงสัยเป็นพิเศษ

2. ไม่กินของมัน หรือเผ็ด ตอนที่เราป่วยอยู่

3. ดื่มน้ำให้มากๆ หากอาเจียนและท้องเสียมาก เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ

4. น้ำที่ดื่มก็ต้องเป็น น้ำเกลือแร่ น้ำหวานผสมน้ำ หรือน้ำเปล่า แต่ไม่ใช่น้ำอัดลม เพระาน้ำอัดลมอาจจะทำให้ท้องเสียได้

เอาหละครับ หน้าร้อนก็ระวังเรื่องอาหารด้วยนะคะ จะทำให้ร่างกายเราไม่เหนื่อยจากอาหารท้องเสีย ร่างกายจะได้ไม่ทำงานหนัก

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

โรคภัยใกล้ตัวของสาวออฟฟิศ ที่กำลังมองข้าม

วันนี้เราจะมารู้จักกับโรคภัย อันใกล้ตัวของหนุ่ม สาวทำงานออฟฟิศกัน มันเป็นโรคที่คนไม่คาดคิดหรอก เเละบางคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามันเกิดจากอะไร โรคนั้นก็คือ Office Syndrome โอ้! โรคอะไรชื่อเเปลกจัง วันนี้เราจึงมาทำความรู้จักกับโรคนี้กัน

กำลังมาแรงสุด ๆ ในหมู่คนทำงานออฟฟิศกับ “Office Syndrome” หรือโรคภัยในสถานที่ทำงาน ซึ่งโรคภัยในออฟฟิศเป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในคนทำงานออฟฟิศ ซึ่งมักมีอาการปวดคอ หลัง ไหล่ และปวดศีรษะ

โดยอาการดังกล่าวเกิดจากสภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการตึงเครียด และกล้ามเนื้ออักเสบ ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายในบางรายมีอาการรุนแรงถึงขนาดหมอนรองกระดูกเคลื่อน

เเนวทางในการปฏิบัติเมื่อเจอโรคนี้เข้าไป

สำหรับแนวทางการป้องกันโรคนี้คือการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม, นั่งทำงานในท่าที่ถูกต้อง, พักสายตาจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้าง, บริหารข้อมือและกล้ามเนื้อ ด้วยวิธีทำท่ากำมะเหงก เพื่อบริหารข้อมือ และบิดขี้เกียจ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ, เปลี่ยนจอคอมพิวเตอร์มาใช้แบบแอลซีดี เพื่อถนอมสายตา และนำต้นไม้กระถางเล็ก ๆ มาวางไว้ เป็นต้น สำหรับผู้ที่ทำงานหนักเป็นประจำ ควรหาเวลาพักบ้าง เช่น ลุกขึ้นเดิน หรือคุยโทรศัพท์ในเรื่องที่ไม่ทำให้เครียดบ้าง

นอกจากนี้การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ยังทำให้ต้องกลอกตาไปมาตลอดเวลา ทำให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานมากขึ้น ทำให้ปวดตา ดังนั้นวิธีป้องกัน คือ ควรพักสายตาทุก 20 นาที หลับตาทุก 1 ชั่วโมง จอคอมพิวเตอร์ควรจัดให้ต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศา และบริหารกล้ามเนื้อตาด้วยการมองปลายปากกาในขณะที่เลื่อนปากกาเข้า-ออก

เอาหละคะหลังจากนี้ไปทุกคนควรจะดูเเลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ อย่าให้โรคมาทำร้ายเราได้คะ

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สูตรลดน้ำหนัก 3 วันสูตรที่ 2 ทำอย่างไร

           สูตรลดน้ำหนักสูตรที่ 3 นี้พี่สาวผมทำตามนี้ เขาลดลงมากกว่า 3 กก สามวันถือว่าไม่มากถามว่าเขาเหนื่อยไหม ไม่เหนื่อยคะ ยังทำงานปกติ เเต่สำหรับท่านที่อยากนำไปใช้วันนี้ผมเลยมาเสนอสูตร 3 วันอีก
รายละเอียดดังนี้

สูตรลดน้ำหนัก สูตรที่ 2  : สูตรลดน้ำหนัก 3 วัน

โดยทั้งสามวัน คุณสาวๆ ต้องดื่มน้ำ 2 แก้ว ก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อค่ะ และต้องรับประทานอาหารดังนี้

 วันที่ 1   

ตื่นมา ถ่ายให้หมด และ ดื่มน้ำสะอาด  1 ลิตร

มื้อเช้า : ขนมปังปิ้งจนแห้ง + ส้มขนาดกลางหวานไม่มาก + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อกลางวัน : ไอศกรีม รสวนิลา 1 ลูก +แครอท น้ำบุรูท ประมาณ 50 กรัม + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อเย็น : ปลาทูน่า + มะเขือเทศ สีดา 1 ผล + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล

 วันที่ 2

มื้อเช้า :แก้วมังกร + แฮม 2 แผ่น + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อกลางวัน :ไข่ต้มกินไข่ขาว + ถั่วฝักยาว ต้ม + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อเย็น : ผักกาดต้ม + แคนตาลูบ ต้ม + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล

 วันที่ 3

มื้อเช้า : ปลาทูน่า + ส้มเขียวหวาน ขนาดเล็ก 1 ผล + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อกลางวัน :แกงส้ม กินแต่ผัก + กินเปลือกกุ้ง + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล
มื้อเย็น : ขนมปังปิ้งจนแห้ง + ลูกพรุนแห้ง 2 ผล + ดื่มชา หรือกาแฟ ไม่มีน้ำตาล

ระหว่างนี้ห้ามทานของมัน หรือของทอดเด็ดขาดนะคะ หลังจากรับประทานครบ 3 วันแล้ว สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ
นี่หละครับสูตร 3 วันบางคนว่า ฉันจะทำได้ไหม ผมว่าทำได้ครับ ถ้าเรามองเห็นสุขภาพเเละความสวยงามเป็นสำคัญ เราต้องเชื่อมั่นว่าเราทำได้

สูตรลดน้ำหนักสูตรที่ 1 ลดอย่างไร

           ทุกวันนี้คนเราการกิน การรับประทานอาหารค่อนข้างไม่คำนึงถึงโรคอ้วน จากที่ผมไปสำรวจตามห้างเเหม กินกันอย่างอร่อย บ้างก็ไปเป็นครอบครัว คนเดียวเจ้าเธอก็ยังไป วันนี้ผมจะมาเสนอสูตรลดน้ำหนักที่ทำเเล้ว ถือว่าลดน้ำหนักได้เลยทีเดียว
สูตรลดน้ำหนัก สูตรที่ 1
เป็นสูตรลดน้ำหนัก 7 วัน ครับสูตรนี้เร็วเลยทีเดียว โดยก่อนรับประทานอาหาร ให้ดื่มน้ำก่อน 2 แก้ว และจัดอาหารแต่ละมื้อ ดังนี้

วันที่ 1

มื้อเช้า : น้ำผลไม้ หรือโยเกริต์
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มสองฟอง
มื้อเย็น : สลัดผัก

วันที่ 2

มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มสองฟอง
มื้อเย็น : โยเกิรต์

วันที่ 3

มื้อเช้า : โยเกิรต์หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้นหมู
มื้อเย็น : สับปะรด 1 ชิ้น

วันที่ 4

มื้อเช้า : ขนมปัง 1 แผ่น น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : สลัดผักและไก่ย่าง 1 ชิ้น
มื้อเย็น : โยเกิรต์

วันที่ 5

มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : ส้มตำและไก่ย่าง 1 ชิ้น
มื้อเย็น : สลัดผัก

วันที่ 6

มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : ปลานึ่งหรือปลาเผา
มื้อเย็น : นมสด

วันที่ 7

มื้อเช้า : ข้าวสวย 1 ทัพพี และหมูย่าง 1 ชิ้น หรือ ข้าวสวย 1 ทัพพี และไข่ต้ม 1 ลูก
มื้อกลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้นหมู
มื้อเย็น : สับปะรด 1 ชิ้น

ส่วนวันที่แปด มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น สามารถรับประทานอาหารอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ถ้าอยากลดน้ำหนักต่อให้เริ่มรับประทานเหมือนที่ทำตั้งแต่วันแรกเลยคะ สูตรนี้ผมนำมาใช้เเล้วได้ผลถือว่าโอเคเลยครับ เป็นการไม่ทำให้เราเหนื่อยจนเกินไป เเละได้ผลค่อนข้าง 100% ยังไงสุขภาพมาก่อนเสมอถ้าทำได้ตามที่ผมเขียนไว้ สุขภาพท่านดีเเน่นอนคะ