ทำไมผู้สูงอายุถึงชอบกดส่งไลน์สวัสดีตอนเช้า

“ตึ๊ง…ตึง” เสียงไลน์ดังขึ้นราวกับเสียงไก่ขันในยามเช้าปลุกเราให้ตื่นจากการหลับใหล แน่นอนว่า สิ่งแรกที่หลายคนทำในช่วงตื่นนอนคงหนีไม่พ้นการเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่ออ่านไลน์ เช็คข้อความจากลูกค้า หัวหน้าส่งข้อความมาจิกและที่สำคัญคือ “ภาพดอกไม้สวัสดีตอนเช้าจากเหล่าบรรดาเซเลบยุค 60” ที่ใครๆก็อยากจะบล็อกซะเหลือเกิน

คนกลุ่มไหนบ้างที่ชอบส่งภาพดอกไม้สวัสดีตอนเช้า

ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปที่กลุ่มคนที่มีอายุหน่อย ที่เราชอบเรียกว่า “สว” หรือสูงวัยนั่นเอง ชอบส่งรูปดอกไม้ สวนสาธารณะ รูปตัวเองหรือออกแนวธรรมะ ก็แล้วแต่คนชอบ มีคนเคยเข้าไปสอบถามกับคนกลุ่มนี้ว่า “ทำไมถึงชอบส่งภาพสวัสดีตอนเช้าต่างๆเหล่านี้ทุกวัน ไม่เบื่อบ้างหรือ”  คำตอบที่ได้ก็คือ “ก็อยากให้คนที่ได้รับข้อความรู้ว่า เรายังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน และให้รู้ว่ากำลังคิดถึงอยู่เสมอ”

แต่ทำไมข้อความเหล่านี้จากพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ไม่เคยเข้าถึงคนรุ่นเราเลย

หลายครั้งที่วัยรุ่นส่วนใหญ่มักจะหงุดหงิดหรือรำคาญกับข้อความสวัสดีตอนเช้าหล่านี้จากพ่อแม่ที่อยู่ห่างไกล ญาติผู้ใหญ่รวมไปถึงย่า ยาย ที่อยู่ต่างจังหวัด ข้อความที่แสดงถึงความห่วงใยกลับกลายเป็นความเบื่อหน่ายของลูกหลาน ด้วยเหตุผลเพราะช่องว่างระหว่างวัยที่มากขึ้นทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน ลองปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ ถ้าเราอยู่ในช่วงวัยอย่างท่าน เราจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า 

 

แล้วทำไมภาพสวัสดีตอนเช้า ต้องเป็นภาพดอกไม้และใช้สีประจำวัน

รู้หรือไม่ การส่งภาพต่างๆเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะส่งไปมั่วๆ แต่ละภาพ แต่ละข้อความล้วนมีความหมาย โดยส่วนใหญ่เหล่าผู้สูงอายุจะเลือกภาพและข้อความให้ตรงกับบุคลิกของผู้รับสาร ถ้าเป็นคนตลก ก็จะเน้นไปที่ภาพแสดงถึงอารมณ์ขบขัน ถ้าหากเป็นคนรักธรรมชาติ ก็จะเน้นหนักไปที่ภาพดอกไม้และสวน และสำหรับคนที่เป็นสายธรรมะหน่อยก็จะเน้นไปที่ภาพพระพุทธรูปพร้อมประกอบคำสอนต่างๆ 

สีพื้นหลังและสีตัวอักษรก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เช่น วันจันทร์สีเหลือง วันอังคารสีชมพู วันพุธสีเขียว เป็นต้น ส่วนบางคนอาจใช้สีที่ถูกโฉลกและเสริมดวงในแต่ละวันก็พบได้บ่อยเหมือนกัน

 

จะเห็นแล้วว่า การส่งภาพเพื่อสวัสดีตอนเช้าของเหล่าบรรดาผู้สูงอายุไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ หรือญาติของเรานั้น โปรดอย่ามองในแง่ลบ หรือเบื่อไปเลยซะทีเดียว ลองหันกลับมาอ่านข้อความ ชื่นชมภาพถ่าย พิจารณาสีสัน และส่งข้อความแสดงความคิดถึงเพื่อตอบกลับท่านเหล่านั้น เชื่อแน่เลยว่า ผู้รับก็สุขใจ ผู้ให้ก็เป็นสุข  

ผีจ้างหนัง

ผีจ้างหนัง

ผีจ้างหนังเป็นเรื่องเล่าขานกันมา และได้มีคนนำไปทำภาพยนตร์ขึ้นด้วยและตำนานนี้ได้เกิดขึ้นที่คำชะโนด คำชะโนดเป็นป่าที่มีเรื่องราวอาถรรพ์และเรื่องลี้ลับมากมายที่ทั้งชาวไทยและชาวลาวต่างให้ความนับถือ เชื่อกันว่าบริเวณนี้เป็นวังพญานาค และเป็นป่าแห่งเดียวที่มีต้นคำชะโนดมีอายุนับร้อยปี อยู่ในป่าคำชะโนดที่เดียวเท่านั้น

เรื่องเล่าจากผู้ที่ถูกจ้างมาฉายหนัง

จากการบอกเล่าของผ็ที่ถูกจ้างให้นำหนังมาฉายเกิดขึ้นในปี 2532 เริ่มแรกตันนั้นได้รับการว่าจ้างให้ไปฉายหนังในราคา 4000ให้ไปฉายหนังในงานวัดแถวๆป่าคำชะโนด และจะต้องฉายหนังให้ถึงตี4 ของวันถัดไปและจะต้องออกจากพื้นที่นั้นสว่างและเมื่อตอนเดินออกมานั้นห้ามหันหลังกลับไปมอง และหลังจากที่ตนนั้นได้รับค่ามัดจำเรียบร้อยจึงเตรียมอุปกรณ์ในการฉายหนังและไปกับลูกน้องอีก4คนรวมตนเองด้วยเป็น 5คน และได้ทำการเดินทางไปตามที่ผู้ว่าจ้างได้บอก เมื่อเดินทางมาใกล้ถึงบริเวณป่าก็ใกล้จะค่ำแล้ว แต่ต้นกับลูกน้องยังมองไม่เจอวัดที่จัดงาน

หรือบ้านคนเลยเพราะก็พยายามมองหาคนที่จะมารับก็ไม่มี จึงจอดรถคิดว่าจะกลับแล้วเข้ามาใหม่ แล้จู่ๆก็มีผู้หญิงสองคน สวมชุดดำเข้ามาเรียกแล้วบอกจะนำไปยังวัดที่จัดงานเอง แต่ก็แอบสงสัยว่าโผล่ออกมาจากไหน เมื่อเดินทางใกล้มาถึงบริเวณที่จะจัดงานกับไม่มีเสียงเพลง หรือเสียงการแสดงอาไรเลย เจอแต่ผู้คนในหมู่บ้าน ซึ่งผู้ชายจะสวมเสื้อสีขาว

ผู้หญิงจะใส่ชุดดำ และเมื่อมองด้วยก็สามารถแยกออกได้เลยว่าผู้ชายใส่ขาว ผู้หญิงใส่ดำแม้กระทั่งเด็ก และจึงรีบจักการตั้งจอหนัง และอุปกรณ์ต่างๆเสร็จ ระหว่างนั้นชาวบ้านก็ออกมานั่งดูหนังกันบ้างแล้ว แต่จะนั่งแยกชาย หญิงอีกเช่นกัน หนังที่ผู้ฉายเตรียมไปฉาย4เรื่อง และพอเริ่มจะฉายเรื่องที่สามเจ้าภาพได้นำข้าวต้มมาเลี้ยงพวกฉายหนังเป็นข้าวต้มใส่ถ้วยเล็กๆแต่รสชาติอร่อยมากเมื่อถึงตี 2หนังที่เตรียมมาฉายหมดผู้คนก็ทยอยกันกลับ และได้มีผู้หญิง2คนและได้ทำการจ่ายค่าจ้างที่เหลือด้วยเหรียญทั้งหมดและเมื่อถึงทางออกจึงได้ลงจากรถไป

และเมื่อหันหลังกลับไปมองไม่เจอใครอีกเลย และตนนั้นได้กลับมาถึงบริษัทก็ได้ทำการลื้อประวัติของผู้ว่าจ้างและได้สอบถามไปยังรายชื่อที่ตนมีและเจ้าตัวที่ถูกใช้ชื่อบอกว่าตนไม่เคยได้ว่าจ้างให้ไปฉายหนังที่ไหนเลย เจ้าของหนังก็กลับไปถามเจ้าอาวาสที่วัดสถานที่ตนนั้นไปฉายหนัง เจ้าอาวาสยังบอกอีกว่าวันนั้นไม่ได้มีงานเกิดขึ้น และเจ้าของหนังก็ยังสรุปไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่ว่าจ้างตนนั้นไปฉายหนังมาจนถึงทุกวันนี้

ประวัติเกี่ยวกับโต๊ะจีนลิง

เทศกาลเลี้ยงโต๊ะจีนลิงถือเป็นประเพณีของไทยไปอีกเทศกาลหนึ่ง

จะจัดขึ้นในจังหวัดลพบุรี ซึ่งมีลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก ในบริเวณศาลพระกาฬ และพระปรางค์สามยอด ทางจังหวัดได้ให้มีการจัดงานการเลี้ยงโต๊ะจีนขึ้นมา บริเวณจัดงานจะจัดที่ศาลพระกาฬให้บรรดาลิงทั้งหลายได้มีอาหารกินที่ดีปีละหน นักเที่ยวและชาวบ้านเชื่อกันว่าลิงพวกนี้เป็นลูกศิษย์ของพระกาฬ จึงนำอาหารมาให้ลิงได้กินอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว แล้วลิงจะมีความเชื่องกับคน ไม่กลัวคนกล้าเข้าใกล้ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญอีกแห่งหนึ่ง หลายๆคนที่ไม่ใช่คนลพบุรีอาจจะไม่ค่อยรู้จักเทศกาลนี้สักเท่าไหร่เราจึงนำมาเสนอ เทศกาลสำคัญของจังหวัดลพบุรี ให้คนที่ไม่เคยมาท่องเที่ยวให้รู้จักและมาเที่ยวเทศกาลนี้กัน เพราะเป็นเทศกาลที่มีความน่าสนใจอย่างมาก เลยอยากให้หลายๆคนที่ไม่เคยรู้จักเทศกาลนี้เลย ให้ได้รู้จักกันมากยิ่งขึ้นและจะได้นิยมมาเที่ยวในเทศกาลนี่กันมากยิ่งขึ้นทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่

การจัดโต๊ะจีน

ทางจังหวัดลพบุรีได้มีการจัดการให้อาหารลิง 3ช่วงเวลา เป็นช่วงเช้าจะเวลา สิบโมงเช้า เที่ยง แล้วก็ สี่โมงเย็น จะมีโต๊ะจีนเป็นร้อยโต๊ะ และจะจัดสถานที่ให้ลิงได้วิ่งเล่น ส่วนอาหารบนโต๊ะนั้นก็จะมีพวกผลไม้ พวกกล้วย สับปะรด แอบเปิ้ล ส้ม แตงโม มะละกอ เป็นต้น และยังมีพวกพืชผักที่เหล่าบรรดาลิงชอบกัน นำมาจัดไว้บนโต๊ะจีนนี้ด้วย

พิธีงานเลี้ยงโต๊ะจีนลิง

จะมีการเปิดงานโดยผู้ว่าราชจังหวัด โดยการตัดริบบิ้นและจัดให้มีการแสดงของเหล่านักเรียน และชาวบ้านจะจัดให้มีขบวนแห่ที่แต่งกายประดับประดา มาประชันโฉมกันต่างๆนาๆ ทั้งแบบสวยงามและขบขัน และจะมีร้านค้าไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

โต๊ะจีนลิงที่จัดทำขึ้นมาเพื่อที่จะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวลพบุรี และยังติดอันดับ 1 ใน10 ของโลกในเรื่องเทศกาลแปลก และเป็นที่สนใจชองนักท่องเที่ยวและนักข่าวสำนักต่างๆของไทย และต่างประเทศ ที่ให้ความสนใจในเทศกาลเลี้ยงโต๊ะจีนลิง และบังเข้าถึงกับลิงได้อีกด้วยเพราะลิงนั้นไม่กลัวคน บางคนมีการถ่ายรูปกับลิงไว้เป็นที่ระลึกเมื่อมาเที่ยวเทศกาลโต๊ะจีนลิงแล้ว ยังได้ชมโบราณสถานอย่างศาลพระกาฬ พระปรางค์สามยอด และ ทุ่งดอกทานตะวัน และสถานที่เที่ยวอื่นอีกมาหมาย และเทศกาลเลี้ยงโต๊ะจีนลิงนี้ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างประเทศให้มาเที่ยวยังจังหวัดลพบุรีนี้เป็นจำนวนมาก และยังสร้างชื่อเสียงโด่งดังไปไกลถึงทั่วโลก

มารู้จักนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกกันไหม

นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกนั้นมีมากมายหลายท่าน และแต่ละคนก็คิดค้น หรือค้นพบหรือแม้แต่ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์กับคนทั้งโลกไว้มากมาย วันนี้เราจะมาพาคุณไปรู้จักกับนักวิทยาศาสตร์ที่หลายคนอาจจะรู้จักกันมาบ้างแล้ว และอาจจะยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักมาแนะนำกัน

ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) 

สำหรับนักวิทยาศาสตร์คนแรกนี้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้และมีชื่อเสียงเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์ ซึ่งเขาเชื่อว่าสัตว์จะมีพัฒนาการเกี่ยวกับการปรับตัวของตัวเองไปเรื่อยๆให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่สัตว์อาศัยอยู่ ซึ่งหลักการของเขานั้น มีทั้งกลุ่มคนที่เห็นด้วยและกลุ่มคนที่เห็นต่าง สำหรับชาร์สส์ ดาร์วิน นั้น เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ คริสต์ศักราช 1809  และเขามีอายุยาวนานถึง 73 ปีจึงเสียชีวิตโดยเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 เดือนเมษายนต์ คริสต์ศักราช 1882 ว่ากันว่าในปัจจุบันทฤษฏีเกี่ยวกับสัตว์ของเขาก็ยังคงเป็นเรื่องที่แบ่งกลุ่มโต้แย้งกันอยู่เลย

 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) 

สำหรับนักวิทยาศาสตร์คนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เขาเป็นคนเยอรมันเชื้อสายยิว เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อเสียงโด่งดังก้องโลกแต่เชื่อไหมว่าในสมัยทีเขายังเด็กนั้นเขามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเรียนได้ช้ามาก่อน โดยกว่าเขาจะสามารถพูดได้ก็เมื่ออายุ 3 ปีไปแล้วและสามารถอ่านหนังสือได้เมือตอนอายุ 8 ปี ซึ่งหากย้อนดูประวัติของเขาแล้วแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงได้ เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม คริสต์ศักราช  1879 และมีอายุยาวนานจนถึง 78 ปีจึงเสียชีวิตลง โดยเขาได้เสียขีวิตลงเมือ่วันที่ 18 เดือนเมษายน คริศต์ศักราช 1955

มารี กูรี (Marie Curie) 

ถือได้ว่าเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งและเป็นบุคคลที่สมควรยกย่องเป็นอย่างมาก เธอเป็นคนแรกที่ค้นพบรังสีเรเดียม ซึ่งในปัจจุบันเราได้นำรังสีนี้มารักษาคนป่วยที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งและเนื้องอก ซึ่งหากใครที่เป็นมะเร็งระยะเริ่มต้นหากรักษาด้วยรังสีเรเดียมแล้วจะหาย ซึ่งผลงานที่เธอสร้างมาได้รับรางวัลโนเบลด้วยและสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมากนั่นก็คือ การที่เธอค้นพบรังสีเรเดียมนั้น เธอไม่ได้นำไปจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเองเพื่อที่เธอจะได้ร่ำรวยจากการคิดพบนี้แต่เธอกลับเสียสละตัวเองเพื่อค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับรังสีเรเดียมนี้ไปเรื่อยๆเพื่อที่จะได้รักษาคนได้มากขึ้น จนเธอเสียชีวิตลงเพราะอยู่ใกล้กับรังสีเรเดียมมากเกินไป  สำหรับมารี กูรี เป็นคนโปแลนด์ เกิดวันที่ 7 เดือนพฤศจิกายน คริสต์ศักราช 1867 และมีอายุได้เพียง 66 ปีก็เสียชีวิตลงแล้ว โดยเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 เดือนกรกฎาคม คริสต์ศักราช 1934

 

ประวัติของเมืองลับแล

ประวัติของเมืองลับแลที่มีตำนานเหล่ากันมาอย่างช้านาน

เรื่องราวที่มีประวัติความเป็นมาอย่างช้านานที่ทุกคนนั้นไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองลับแลที่เรานั้นกล่าวถึงที่กล่าวออกมาเป็นตำนานประวัติศาสตร์อย่างไรและในส่วนของเมืองลับแลนั้นมันมีอยู่ที่ไหนบ้างและอยู่ในจังหวัดอะไรบ้างซึ่งบอกได้เลยว่าเรื่องราวสุดลึกลับแบบนี้จะมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างไรที่เกี่ยวกับของเมืองลับแลแห่งนี้

เมืองลับแลที่วัดปาโปงกระทิง จังหวัดราชบุรี

มีชายอยู่คนหนึ่งกล่าวอ้างว่าเขาได้มีโอกาสเข้าไปเที่ยวในเมืองบังบด ณวัดปาโปงกระทิงมาแล้วและก็ได้เดินผ่านไปตามชายป่าซึ่งมีต้นไม้ใหญ่คล้ายๆกับต้นยูคาลิปตัสซึ่งก็ได้ปลูกอยู่ริมทางเดินและเขานั้นก็ได้สังเกตุเห็นหลุดกว้างที่มีขนาดใหญ่อยู่หลังต้นไม้ซึ่งเมื่อเขาได้มองลงไปซึ่งสิ่งที่เห็นและพบนั้นเป็นขั้นบันไดเมื่อเขานั้นดูแล้วว่าทางนั้นซึ่งเป็นทางเดินลงข้างล่างจริงๆเขานั้นก็ได้เดินตามลงไปแต่แล้วเมื่อลงไปได้ไม่ถึง10เก้าก็ถึงพื้นสำหับภายในนั้นเขาก็ได้เห็นผู้คนมากมายนั้น

ได้เดินไปมาจับจ่ายใช้สอยบรรยากาศร่มไม่อบอาวเหมือนกับข้างบนซึ่งผู้คนนั้นต่างก็มีรอยยิ้มที่สดใสชายคนนั้นก็ได้กล่าวอีกว่าเขาได้มีโอกาศพูดคุยกับคนที่นั่นซึ่งทุกคนนั้นก็ได้มีความเป็นกันเองไม่ถือเนื้อถือตัวและหยิ่งแต่อย่างใดแต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเขานั้นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งได้พูดเสียงดังว่าประตูด้านบนจะปิดแล้วให้คุณรีบกลับได้แล้วและซึ่งทันใดนั้นก็มีผู้คนหลายคนเดินนำหน้าและได้พาตนไปยังบนไดข้างด้านบนชายคนดังกล่าวก็ได้เดินตามไปแต่เมื่อพอมาสุดขั้นบนไดข้างบนแล้ว

 

พวกเขาก็ได้หันหลังจากลงไปข้างด้านล่างอีกและเมื่อชายคนนั้นหันหลังกลับไปดูก็ได้พบว่าประตูนั้นก็ได้ปิดลงแล้วนอกจากนี้ชายคนนั้นก็ได้เดินออกมาด้วยความมึนงงและเมื่อชายคนนั้นได้เดินกลับไปในที่แห่งนั้นอีกแต่ก็ได้พบว่าไม่มีร่องรอยของทางลงหรือประตูแต่อย่างใดซึ่งที่ตรงนั้นเป็นเพียงแค่พื้นลาบแถมยังมีต้นไม้ต้นหญ้าปกคลุมมากมายภายหลังต่อมาชายคนนี้ก็คิดได้ว่าเขาคงจะได้พบกับเมืองลับแลเข้าให้แล้ว ซึ่งในทางตรงกันกับเมื่องเก่าหรือลี้ลับเหล่านี้หากมีการมองอีกแง่มุมนึงก็เท่ากับว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องลี้ลับที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นก็เป็นได้

ย้อนรอยสงครามอินโดจีน

ถ้ำหินปูนถูกเรียกว่าถ้ำเจ้าอนุวงค์  ซึ่งที่เป็นถ้ำเจ้าอนุวงค์กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ได้เข้ามาหลบซ้อนตัวและบันชาการรบในการสู้จากนั้นจึงได้เป็นหลัฐานสำคัญของประวัติศาสตร์อีกแห่งที่สหายโจมองว่าอาจจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำแขวงไซสมบูนได้ในอนาคตตลอดเวลาทีผ่านมาสหายโจได้ใช้เวลาทั้งหมด

ในการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นทางธรรมชาติของเมืองอนุวงค์ ซึ่งก็ได้เป็นเมืองเอกของไซสมบูน เบี้องต้นเขาก็ได้มองเห็นว่าทุกพื้นที่ที่เขานั้นได้เดินทางไปต่างก็มีจุดเด็ดในตัวเอง ซึ่งถ้าหากทางแขวงต้องการที่จะส่งเสริมต้องการที่จะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมันก็อาจจะมีความเป็นไปได้สูงที่จะประสบความสำเร็จ

จากนั้นพวกนั้นพวกนักเดินทางก็ได้เดินทางออกจากถ้ำอนุวงค์จากนั้นเขาก็จะเดินทางไปที่ล่องแจ้ง ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์สงครามอินโดจีนของ สปป ลาว ในสถานะสมรภูมิที่ดุดเดือดและเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของ นายพลวงเปา แม่ทัพเอกแห่งแม่ทัพรัฐบาลในขณะนั้นแล้วนี่ก็คือหลักฐานที่โหดร้ายจากสงครามลานประหารที่กบร่างที่ไร้วิญญาณของผู้นักรบกล้าหารในอดีตนับ100นับ1000ศพ

ล่องแจ้งเป็นเมืองสำคัญของประวัติศาสตร์ของ สปป ลาว

ในการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับกองทัพประติวัตประชาชนลาวหรือที่เรียกว่าสงครามกลางเมืองลาว ซึ่งก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในสมรภูมิสงครามอินโดจีนครั้งที่2 โดยชื่อของล่องแจ้งปรากฏอยู่ฐานที่มั่นในสถานะทางทหารของกองทัพรัฐบาลลาวภายใต้การนำของ นายวงเปา เรื่องราวของนายพลวงเปาและฐานบันชาการในที่ล่องแจ้งแต่สำหรับนายโจนั้นอยากจะไปให้ถึงภูกล่องข้าวตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้และในคืนที่ผ่านมาขณะนักสำรวจไซสมบูนนอนพักกันที่เมืองล่องแจ้งจากนั้นก็ได้เดินทางกันไปที่ภูกล่องข้าว

ซึ่งเป็นยอดภูที่มีชื่อเสียงอีกระดับอีกแห่งของ สปป ลาว และสำหรับการเดืนทางนั้นมันอาจจะไม่ค่อยจะสมบูรณ์สักเท่าไรเพราะเส้นทางนั้นก็ยังเป็นถนนดินอยู่หากไม่มีความพร้อมมันก็อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาอยู่ไม่น้อยแต่ถ้าได้เดินทางขึ้นแล้วมันก็อาจจะคุ้มค่าต่อการเดินทางมากๆเพราะคุณจะมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ทั้งสองข้างทางเพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนแปลกหน้า

อย่างพวกวเราที่เดินทางไปท่องเที่ยวอีกด้วย ผาขาวเป็นหนึ่งหมู่บ้านในหุบเขาที่มีสถานที่ที่เหมาะแก่การเป็นสมรภูมิรบพื้นที่บริเวณนั้นยังได้ถูกปิดลับทางการไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปได้เดินทางเข้ามาแต่เดิมนายพลวงค์เปาเนื่องจากจะใช้บ้านผาขาวเป็นฐานทัพแต่ในพื้นที่ที่มีขนาดเล็กจนเกิดไปสุดท้ายก็ได้ย้ายไปตั้งฐานที่เมืองล่องแจ้งแทนแต่ในบริเวณนี้ก็ยังถูกใช้เป็นฐานทัพย่อยแต่ร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่ก็คือลานบินคุกและก็ลานประหาร

ประเพณีทางภาคเหนือ

ประเพณียี่เป้ง

ซึ่งเป็นประเพณีของชาวล้านนาที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานซึ่งโดยในปัจจุบันประเพณียี่เป้งยังคงเป็นประเพณีที่ยังมีการสืบทอดและได้จัดขึ้นในช่วงวันเพ็ญเดือน121ของทุกปี สำหรับประเพณีไหว้พระธาตุซ่อแฮ  พระธาตุซ่อแฮเป็นปูนทัศนียาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกทั้งยังเป็นสิ่งสำคัญในส่วของจังหวัดแพร่ซึ่งได้ตั้งอยู่บนเนินเขาซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้านั้นเอง

ประเพณีปอยแก้ว หรือ ประเพณีปอยน้อย คือ

สำหรับประเพณีปอยแก้ว ปอยน้อยนั้นถือว่าเป็นประเพณีบวชเณรของเด็กๆในทางภาคเหนือซึ่งจะมีการจัดงานสำหรับบวชเณรนี้ในช่วงเดือน5-8เหนือหรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคมเมื่อได้มีจำหนดในวันบวชที่แน่นอนแล้วทางด้านพ่อและแม่ก็จะจัดหาเครื่องอัฐบริขารสำหรับในส่วนคนที่จะบวชนั้นก็จะต้องไปเป็นลูกศิษย์วัดหรือว่าเป็นภาษาพื้นเมืองก็เรียงว่าขะโยมวัดนั้นเอง

ประเพณีตานตุง

ซึ่งเป็นการทำทวายพระบูชาของชาวล้านนาและยังถืออีกว่าเป็นการทำบุญอุทิศบุญส่วยบุญส่วนกุศลให้กับผู้ที่ได้เสียชีวิตไปแล้วหรือจะทวายเพื่อเป็นปัดใจส่งผลบุญกุศลนั้นให้แก่ตนเองเอาไว้ในชาติหน้าและด้วยความเชื่อที่ว่าหากว่าได้ตายไปแล้วนั้นก็จะได้เกาะยึดชายตุงเพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์เพื่อให้หลุดพ้นจากขุมนรกสำหรับวัดที่ได้ทวายตุงนั้นจะนิยมทำกันในช่วงของวันสุดท้ายของในวันสงกรานต์ทั้งนี้อย่างไรก็ตามสำหรับประเพณีนี้ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตามความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้วและเป็นความเชื่อของทางหมู่บ้านแห่งนี้สำหรับใครที่อยากไปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลนี้ก็สามารถเดินทางไปได้ในช่วงของวันสุดท้ายของวันสงกรานต์ได้เลย

ประเพณีภาคใต้   ประเพณีชักพระหรือลากพระ

ซึ่งเป็นประเพณีของชาวภาคใต้และจะปฏิบัติทำกันในช่วงวันออกพรรษาในวันแรม1ค่ำเดือน11ซึ่งได้มีความเชื่อกันมาว่าครั้งในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อไปโปดพระมารดาและพอมาถึงในช่วงออกวันออกพรรษาพระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ซึ่งทำให้ชาวบ้านต่างก็พากันดีอกดีใจกันเป็นอย่างมาก 

ไม่ว่าจะเป็นประเพณีของทางภาคไหนก็ตาม หากเรานั้นมีการสืบทอดที่ดี ประเพณีต่างๆเหล่านั้นก็มักจะอยู่กับเราไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยที่ไม่มีการเสื่อมถอย แต่หากเรานั้นรักษามันไว้ไม่ดีก็จะส่งผลให้เราเสียประเพณีหรือวัฒนธรรมของเราได้นั่นเอง เพราะถือได้ว่าเป็นการปล่อยปะละเลยเกี่ยวกับเรื่องที่มันสำคัญๆ

เที่ยวงานฤดูหนาวลพบุรี

เที่ยวงานฤดูหนาวลพบุรี มีดังนี้

วันนี้เราจะพาคนชอบเที่ยวงานวัดตามแต่ละภาคแต่ละจังหวัดเพื่อที่จะมาเที่ยวงานเพราะว่าทางจังหวัดลพบุรีนั้นเขาได้จัดขึ้นทุกปีและเป็นงานท่องเที่ยวที่ใหญ่พอดูซึ่งถ้าใครที่ยังไม่เคยไปเที่ยวนั้นเราอยากให้คุณนั้นลองไปเที่ยวกันค่ะว่างานฤดูหนาวของลพบุรี

 

งานฤดูหนาวลพบุรีนั้นจัดขึ้นครั้งแรกในปีพุทธศักดิ์ราช  2508

 

ในสมัยนายชอบ ชลเกตุ เป็นนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย โดยการจัดงานนี้จัดขึ้นเพื่อจัดหาทุนการศึกษามาช่วยโรงเรียน โดยกำหนดจัดงานฤดูหนาวลพบุรีขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมซึ่งในช่วงแรกๆงานฤดูหนาวลพบุรีนั้นมีกิจกรรมมุ้งเน้นเพื่อให้ชาวไร่ชาวนาและเกษตรได้มาประกวดพืชผลจากเกษตรมีการประกวดวัวงาม  การแสดงผลงานของนักเรียนและมีการจัดมหรสพที่คอยให้ความสนุกสนานและบางปีนั้นมีการแสดงการณ์การจำลองเหตุการณ์สงครามสมัยต่างๆซึ่งมีคนให้ความสนใจในงานฤดูหนาวสมันนั้นเป็นอย่างมาก

 

ซึ่งงานฤดูหนาวของลพบุรีทุกปีกำหนดจัดขึ้น ณ สนามโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย โดยมีหลายหน่วยงานที่มาร่วมจัดงานขึ้นโดยมีกิจกรรมทางด้านทหาร ด้านการแพทย์   พยาบาล ด้านการท่องเที่ยว และอีกมากมายทางด้านภาครัฐและเอกชนในจังหวัดลพบุรี พร้อมกับให้มีการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง และมีการแสดงที่เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนจังหวัดลพบุรีได้ร่วมแสดงความสามารถทางการแสดงทางด้านดนตรี ซึ่งภายในงานนั้นยังมีการจัดการแสงมอเตอร์โชว์จากค่ายต่างและกิจกรรมที่สนุกอีกหลายรายการ

 

ในช่วงการจัดงานฤดูหนาวลพบุรีดึงดูดนักท่องเที่ยวในลพบุรี และจังหวัดข้างเคียงให้มาท่องเที่ยวภายในจังหวัดลพบุรีให้มากขึ้นซึ่งจะได้ช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดลพบุรีและนอกจากนี้เมื่อนักท่องเที่ยวนั้นที่มาเที่ยวงานฤดูหนาวนั้นยังสามารถมาเที่ยวในละแวกใกล้เคียงกันได้  เช่นการมานมัสการณพระกาฬศาลศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลพบุรีจากนั้นก็เข้าชมพระนารายณ์ราชนิเวศน์

 

ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่หน้าสนใจของลพบุรี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและช่วงดังกล่าวของทุกปีเป็นช่วงทุ่นทานตะวันบานของลพบุรีที่เหมาะแก่การเก็บรูปภาพเที่ยวเอาบรรยากาศทุกท่านจะได้เห็นท้องทุ่งสีเหลืองสดใสของดอกทานตะวัน ในเขตอำเภอพัฒนานิคม และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หน้าสนใจอีกหลายแห่ง ซึ่งภายในงานนั้นนั้นจะจัดงานทั้งหมด เก้าวันเก้าคืน ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้ หรือว่าเป็นเกี่ยวกับกลุ่มแม่บ้านนั้นเรามีหมดของแต่ละภาคนั้นเราก็เอามาขายภายในงาน ซึ่งยังไม่หมดเพียงแค่นี้เพราะว่ายังมีเกมการละเล่นต่างๆให้เรานั้นเลือกที่จะเล่นได้อีกด้วย  หรือว่าจะเป็นการแสดงดนตรีที่ทางจังหวัดนั้นได้เอามาทำการแสดงสดที่งานนี้เลยอย่าลืมลองไปเที่ยวกันดูนะค่ะ  

เทศกาลตรุษจีน

เทศกาลตรุษจีน  หรือว่าวันปีใหม่จีน 

เทศกาลนี้เป็นอีกเทศกาลหนึ่งของชาวจีนและก็ถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามของคนจีนที่นับถือ ซึ่งคนจีนนั้นให้ความสำคัญกับวันนี้อย่างมากมีกาลหยุดงานหรือว่าลางานยาว ซึ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวกับคนจีนนั้นจะหยุดยาวประมาณ 3-4 วันเพื่อที่คนจีนนั้นจะหยุดงานเพื่อต้อนรับงานปีใหม่ของคนจีน

ซึ่งจะมีการทำความสะอาดบ้านและการจับจ่ายใช้สอยซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แก่เด็กหรือว่าไปเลือกซื้อของตามห้างสรรพสินค้าหรือว่าไปจ่ายตลาด เพื่อที่จะไปซื้อปลา เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ เพื่อที่จะมาปรุงอาหาร ซึ่งเด็กนั้นก็เล่นพลุประทัดกันอย่างรื่นเริง 

 

ประวัติวันตรุษจีน หรือว่าปีใหม่จีน 

ซึ่งก็คล้ายกับการเป็นปีใหม่ของไทยร่องรอยของประเพณีซึ่งการฉลองตรุษจีนนั้นมีมานานมาก ตรุษจีนนั้นเป็นที่จำและทั่วไปว่าเป็นการฉลองเทศกาลใบไม้ผลิ

ซึ่งกาลฉลองนั้นเป็นเวลาที่นานเหมือนกันมีถึง 15 วัน การเตรียมงานฉลองนั้นส่วนใหญ่จะเริ่มก่อนวันตรุษจีน เมื่อผู้คนนั้นก็เริ่มที่จะซื้อของเตรียมก่อนวันตรุษจีนและบ้านเรือนนั้นก็ตบแต่งบ้านและทำความสะอาดครั้งใหญ่

ตั้งแต่ข้างบนลงมากข้างล่างและเก็บกวาดตั้งแต่หน้าบ้านไปหลังบ้านเพื่อที่จะเอาความโชคร้ายออกไปและประตูหน้าบ้านหรือว่าหน้าต่างนั้นจะถูกตบแต่งด้วยคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข  ร่ำรวย และอายุยืน เป็นต้น 

ที่มาของวันตรุษจีน  เกิดมาจากเพื่อที่จะฉลองฤดูใบไม้ผลิเนื่องมาจากก่อนเทศกาลตรุษจีนนั้นประเทศจีนนั้นจะปกคลุมไปด้วยหิมะจึงทำให้คนจีนนั้นทำการเกษตรได้ และพอเมื่อเข้าสู่หน้าใบไม่ผลินั้นจึงจะทำได้ตามปกติ ซึ่งชาวจีนนั้นจึงให้ความสำคัญที่เรียกว่า วันตรุษจีน  

อาหารของวันตรุษจีนนั้นเป็นประเพณีที่ผูกเอาไว้ทุกอย่างตั้งแต่อาหารและเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นจะเป็นอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบเป็นต้น ซึ่งแต่ละอย่างนั้นจะมีความหมายที่ดี 

 

เสื้อผ้าของวันตรุษจีน  การที่ใส่เสื้อผ้านั้นต้องเป็นสีแดงเพราะว่าเป็นสีมงคล  เป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการที่เรานั้นใส่เสื้อดำหรือว่าขาวนั้นเป็นสิ่งที่ต้องห้ามซึ่งสีเหล่านี้เป็นสีที่แห่งการไว้ทุกข์

อังเปา  เราเชื่อว่าทุกคนนั้นรู้จัก เป็นสิ่งที่ทุกคนนั้นต้องชอบอย่างแน่นอน เป็นซองแดงๆโดยมีธรรมเนียมคือผู้ใหญ่ที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วและทำงานมีรายได้จะมอบซองแดงที่มีเงินนั้นอยู่ข้างใน ให้กับเด็กๆที่มีอายุต่ำกว่าหรือว่าที่ยังไม่ได้ทำงาน พร้อมกล่าวว่าสวัสดีปีใหม่และก็จะได้รับซองสีแดงนั้นไป ซึ่งเด็กนั้นจะรอคอยซองแดงเพราะว่าอยากได้ตังข้างในว่าได้กี่บาทกัน ซึ่งในแต่ละบ้านนั้นจะมีเด็กมากหรือว่าน้อยกันอันนี้ก็แล้วแต่นะค่ะซึ่งส่วนตัวนั้นก็อยากได้บ้าง 

ประวัติลอยกระทง

ประเพณีการลอยกระทงนั้นมีมาช้านานเพราะเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อต่อกันมาโดยที่เรานั้นมีความเชื่อเรื่องการขอโทษพระแม่คงคาหรือว่าขอขมาพระแม่คงคงคาหรือว่าการสะเดาะเคราะห์การลองกระทงนั้นมักจะมีทุกๆเดือน 12 ของทุกๆปีซึ่งเป็นช่วงที่แม่น้ำลำคลองนั้นเต็มตลิ่งและผู้คนนั้นจะเข้าตามทำประเพณีทุกๆปี

จุดเด่นของการลอยกระทง

คือการลอยกระทงเป็นนักขัตฤกษ์รื่นเริงของคนทั่วไป  เมื่อเป็นพิธีหลวงนั้นเรียกว่า พระราชพิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคมส่งน้ำ  และต่อมานั้นเรียกว่าลอยพระประทีป เพราะว่าประเพณีนี้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย  เพราะว่าได้ปรากฏหลักฐานอยู่ในหนังสือตำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ และได้ทำต่อมาตลอดจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พิธีการลอยกระทงเดิมทำกันในวันเพ็ญเดือน 11 และวันเพ็ญเดือน 12  โดยปัจจุบันพิธีการลอยกระทงเราสันนิฐานว่าได้มาจากอินเดียตามหลักพราหมณ์เชื่อกันว่าลอยกระทงเพื่อบูชาแม่น้ำคงคา อันศักดิ์สิทธ์ของอินเดียและลอยเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าคือ พระนารายณ์

และส่วนชาวพุทธหรือว่าคนไทยนั้นที่ลอยกระทงนั้นเป็นการที่เรานั้นขอโทษแม่น้ำคงคาและทำการขอขมาและการลอยกระทงของเรานั้นทำด้วยจากต้นกล้วย การที่เอาต้นกล้วยมาทำเป็นกระทงเพื่อเป็นการขอโทษแม่คงคาและด้วยการที่เรานั้นตบแต่งกระทงของเราให้สวยงามด้วยการที่เรานั้นตบแต่งให้สวยงามด้วยดอกไม้ จากนั้นเราจะมีธูปเทียนใส่ลงไปด้วย

และเดียวนี้การจัดงานประเพณีลอยกระลอยนั้นเริ่มมีการจัดอย่างยิ่งใหญ่และมีการประกวดนางมาศในแต่ละตำบลและแต่ละที่นั้นจะจัดงานวัดกันอย่างตื่นหูตื่นตากันอย่างมากอยู่ที่ว่าเดียวนี้ที่วัดไหนตรงไหนที่มีการนิยมไปกันมากวัดนั้นจะมีคนเข้าไปท่องเที่ยวกันอย่างมาก แต่เมื่อก่อนนั้นมีการจุดพุด้วยแต่ว่าเดียวนี้ด้วยกฏหมายนี้ไม่ให้มีการจุดพุเพื่อที่ลดการหลีกเลี่ยงอาการบาทเจ็บของเด็กๆเพราะว่าเด็กๆนั้นชอบเอามาเล่นและไม่ได้อยู่ในการดูแลของผู้ปกครองจึงทำให้เด็กนั้นที่เล่นเกิดอุบัติเหตุกันอย่างมาก

และโคมลอยฟ้าเมื่อก่อนหน้านั้นเคยมีการนิยมอย่างมากในการลอยกระทงแต่ด้วยว่าการที่เรานั้นปล่อยโคมนั้นเวลาที่ไปตกนั้นเคยไปตกที่กองหญ้าแล้วทำให้เกิดไฟไหม้ได้อย่างง่ายบางครั้งก็ไปตกที่บ้านเรือนจึงทำให้ไม่มีโคมลอย แต่ว่ามีเพียงแค่การลองกระทงอย่างเดียวและก็แข่งขันการประกวดกระทงสวยงามในแต่ละหมู่บ้านเพื่อที่จะชิงเงินรางวัลกัน แต่ประเพณีลอยกระทงก็ไม่เคยศูนย์หายไปไหนก็ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้