ตำนานพญาคันคาก พญาคางคกที่คนอีสานนับถือ

 ที่ภาคอีสานนั้นมีความเชื่ออยู่ความเชื่อหนึ่ง เกี่ยวกับพญาคางคก ซึ้งเรานั้นจะรู้จักในชื่อที่เรียกว่า พญาคันคาก โดยวันนี้นั้นเราจะมาขอเล่าตำนานของพญาคันคากกันค่ะว่าเรื่องราวนั้นมันจะเป็นอย่างไร ตามไปดูกันเลยค่ะ.

 พญาแถนนั้นคือเทวดาองค์หนึ่งที่จะเป็นเทวดาที่สามารถจะบังคับฝนว่า จะให้ตกลงมาที่โลกมนุษย์ หรือว่าจะให้ไม่มีฝนตก โดยมีอยู่วันหนึ่งที่มีชาวบ้านปากเสียคนหนึ่งได้กินเหล้าจนเมามายและก็ได้พูดจาหลบหลู่พญาแถน โดยได้สบถคำหยาบมากมากใส่พญาแทนด้วยความโกรธพญาแถนจึงเสกให้ไม่มีฝนตกลงมาที่โลกมนุษย์ จนกว่าพระองค์นั้น

จะทำสงครามกับใครคนหนึ่งและพระองค์พ่ายแพ้ ซึ้งชาวบ้านนั้นล้มตายกันไปหลายคนเพราะว่าไม่มีน้ำให้ดื่มนอกจากนั้นก็ไม่สามารถที่จะปลูกต้นไม้ได้เพราะว่าฝนนั้นไม่ตกมานานมากถึงมากถึงครึ่งปีแล้วนั้นจึงทำให้ชาวบ้านนั้นหมดความอดทนชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันและตกลงกันว่าจะไปขอร้องให้ พญานาคไปต่อสู้กับพญาแถน

โดยเมื่อชาวบ้านไปขอพญานาคด้วยความสงสาร พญานาคจึงได้ตอบตกลงที่จะไปต่อสู้กับพญานาค โดยพญานาคนั้นก็ได้ไปสู้กับพญาแถนแต่ก็ต้องกลับมาด้วยความผิดหวังเพราะพญานาคนั้นไม่สามารถที่จะเอาชนะพญาแถนได้ วันต่อมาชาวบ้านก็ได้มานัดเจอกันอีกครั้ง โดยคราวนี้นั้นตกลงกันว่าจะไปขอร้องให้พญาต่อตัวและพึ่งให้ไปสู้รบกับพญาแถนผึ้งก็ตอบตกลงที่จะไปสู้รบตัวต่อก็ตอบตกลงด้วยเช่นเดียวกันไม่นานนักผึ้งและตัวต่อก็กลับมาและก็บอกว่าพวกมันนั้นพ่ายแพ้ให้กับพญาแถน ตอนนี้ชาวบ้านทุกคนนั้นจนปัญญาที่จะหาทางแก้แค้นพญาแถน

ในระหว่างนั้นเองได้มีคางคกตัวนึงที่ได้ผ่านมาพญาคางคกจึงเสนอว่ามันนั้นจะไปสู้รบกับพญาแถนเองชาวบ้านจึงตอบตกลงโดยชาวบ้านบอกว่าชาวบ้านนั้นจะไม่ทำร้ายคางคกอีกถ้าเกิดว่าคางคกนั้นสามารถที่จะทำร้ายและสู้ชนะพญาแถนได้แล้วคางคกก็ตอบตกลงดังจากที่มันตกลงกับชาวบ้านเสร็จมันก็ไปหาจอมปลวกโดยมันนั้นได้ขอร้องให้จอมปลวก

ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของมันสร้างรังกลายเป็นเหมือนบันไดไปที่ท้องฟ้าเพื่อที่มันนั้นจะได้สามารถขึ้นท้องฟ้าไปสู้กับพญาแถนได้ซึ่งเจ้าจอมปลวกนั้นก็ตอบตกลงในระหว่างที่กำลังรอเจ้าจอมปลวกสร้างรังเป็นบันไดอยู่นั้นเจ้าคางคกก็ได้ไปเล่าเรื่องนี้ให้กับลูกน้องของมันฟังลูกน้องของมันนั้นก็ตอบตกลงที่จะไปช่วยก็มีลูกน้องตัวนึงที่ชื่อว่ามอด

โดยมอดนั้นเป็นทหารคางคกคนสนิทของพญาคางคกมอด ถูกสั่งจากพญาคางคกให้ไปหาตะขาบและแมงป่องเป็นเพื่อนของพญาคางคกบอกให้ตะขาบและแมงป่องนั้นแอบขึ้นไปที่เมืองสวรรค์พร้อมกับพวกเขาแล้วก็ไปจัดโจมตีทหารของพญาแถนซึ่งเมื่อ ตะขาบและแมงป่องรู้เรื่องก็ตอบตกลงโดยทุกคนนั้นก็ทำตามแผนที่พญาคางคกนั้นวางแผนเอาไว้ไว้กันเป็นอย่างดี

โดยสุดท้ายแล้วนั้นและเพื่อนฝูงทุกๆคนก็สามารถที่จะเอาชนะกับพญาแถนได้โดยคางคกนั้นบอกว่าพญาแถนนั้นจะต้องให้ชาวบ้านนั้นมีฝนตกมาได้แล้วซึ่งพญาแถนนั้นก็ตอบตกลงแล้วก็เสร็จให้มีฝนตกลงมาต่อจากนั้นก็ไม่มีวันไหนอีกเลยที่นั่นจะมีภัยแล้งโดยเมื่อเจ้าคางคกตัวนั้นตายนั้นทุกคนก็ได้สร้างรูปปั้นของมันขึ้นมาโดยตั้งชื่อมันว่าพญาคันคากคำว่าคันคากนั้นหมายถึงคางคกนั่นเอง

และนี่ก็คือตำนานของพญาคางคกอยู่ที่เรารู้จักกันในนามพญาคันคาก

 

 

สนับสนุนโดย   คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริงฝากขั้นต่ำ100

ต้นไทรอาถรรพ์หน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์

     หากพูดถึงคำว่าหมู่บ้านลัดดาแลนด์แล้วก็เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จักชื่อนี้กันเป็นอย่างดีเนื่องจากว่าชื่อหมู่บ้านลัดดาแลนด์นี้เคยโด่งดังมาครั้งหนึ่งเมื่อสมัยที่มีคนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์จนเป็นข่าวโด่งดังใหญ่โตเมื่อคนในหมู่บ้านลัดดาแลนด์น้ำได้ออกมาประท้วงเรื่องดังกล่าวแต่อย่างไรก็ตามยังคงมีประวัติการเล่าเรื่องของหมู่บ้านลัดดาแลนด์ที่น่ากลัวและน่าสยดสยองและยังมีประวัติเกี่ยวกับเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวที่ต้องผิดหวังวันนี้เราจะมาพูดถึงต้นไม้อาถรรพ์ที่หน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์ต้นหนึ่งซึ่งต้นไม้ที่ขึ้นและทำให้ผู้คนต่างเข้าไปกราบไหว้ขอพรกันนั่นก็คือต้นไทร

ซึ่งอยู่บริเวณเยื้องๆกับหน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์นั่นเองโดยต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่หลายคนมีการเชื่อกันว่าถ้าหากไปขอพรเกี่ยวกับเรื่องของความรักแล้วจะสมหวังอย่างไรก็ตามมีการเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่มีการไปขอพรที่ต้นไทรหน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์แห่งนี้โดยมีการล่อกันว่าหนุ่มสาวคู่นี้รักกันมากแต่พ่อแม่ของผู้หญิงนั้นไม่ชอบฝ่ายชายเป็นอย่างมาก

เนื่องจากว่าฝ่ายชายนั้นมีฐานะยากจนแต่ด้วยความรักของคนทั้งคู่จึงได้มาอธิษฐานขอพรที่ต้นไทรหน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์ อย่างไรก็ตามหลังจากที่อธิษฐานไปแล้วปรากฏว่าคำอธิษฐานนั้นไม่เป็นความจริงฝ่ายหญิงนั้นถูกทั้งครอบครัวบังคับให้แต่งงานกับคนอื่นทำให้หนุ่มสาวที่รักกันมากตัดสินใจมาผูกคอตายใต้ต้นไทรหน้าหมู่บ้านแล้วจะ LINE นี่เอง

โดยวิธีการผูกคอของทั้งคู่นั้นเป็นการเอาผ้าขาวม้ามามัดเอวคนทั้งคู่ติดกันและผูกคอตายใต้ต้นไม้ด้วยกันหลังจากที่ผูกคอตายแล้วศพของทั้งคู่นั้นก็ห้อยอยู่หน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์แห่งนั้นจนมีคนมาพบศพแล้วนำศพของคนทั้งคู่นั้นลงจากต้นไม้และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาว่ากันว่าหากใครผ่านไปผ่านมาในช่วงเวลากลางคืนก็มักจะเห็นศพของหนุ่มสาวคู่นั้นห้อยโตงเตงอยู่ใต้ต้นไทรอยู่เป็นประจำ

และไม่ใช่มีแค่เพียงหนุ่มสาวคู่นี้เท่านั้นยังมีหญิงสาวอีกคนหนึ่งซึ่งเธอมาขอพรเกี่ยวกับเรื่องของความรักใต้ต้นไทรตรงหน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์แต่ในที่สุดพรความรักที่เธอขอนั้นกลับไม่สมหวังเธอถูกฝ่ายชายทิ้งและด้วยความผิดหวังเธอจึงได้ซื้อยาฆ่าแมลงแล้วนำมานั่งกินใต้ต้นไทรอยู่ตรงหน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์นั่นเองซึ่งเธอได้มีการเขียนจดหมายเอาไว้บริเวณข้างศพของเธอด้วยว่าเธอจะอยู่ที่นี่ตลอดไปและนี่เองเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาถรรพ์แห่งความรักของต้นไทรต้นไม้อาถรรพ์ที่หน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์

 

 

สนับสนุนโดย   ufabet สมัคร

ตำนานความรักของ พีรามุส กับทิสเบ

          สำหรับเรื่องราวความรักของพีรามุส กับทิสเบ  นั้นนึกได้ว่าเป็นความรักที่ไม่สมหวังเป็นความรักที่แสนเศร้าโดยตำนานความรักนี้เป็นตำนานของเทพนิยายโรมันซึ่งว่ากันว่ามีการนำนิยายเรื่องโรมิโอกับจูเลียตมาดัดแปลงให้มาเป็นตำนานความรักของพีรามุส กับทิสเบ  นั่นเองซึ่งเรื่องราวความรักของคนทั้งคู่นั้นเริ่มจากตั้งแต่ช่วงในปีก่อนคริสตกาล

เมื่อประมาณปี 331   ครอบครัวของพีรามุส และครอบครัวของทิสเบเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกันทั้งคู่เกิดและโตมาด้วยกันเป็นเพื่อนเล่นกันตั้งแต่สมัยเด็กๆมาจนโตโดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นในเมืองบาบิโลนเมื่อชายหนุ่มที่ชื่อว่าพิรามุส ซึ่งเรียกได้ว่าในสมัยนั้นเขาเป็นคนที่หน้าตาดีมีแต่คนคลั่งไคล้และฐานะที่บ้านยังรวยอีกด้วยในขณะที่เพื่อนบ้านของเขาสาวน้อยทิสเบ

เมื่อเธอโตขึ้นมาเธอก็เป็นหญิงสาวที่น่ารักสวยงามคนทั้งคู่นั้นอยู่บ้านติดกันมีเพียงกำแพงที่คอยขวางกั้นให้คนทั้งคู่อยู่และนอกจากทั้งคู่จะเป็นเพื่อนกันแล้วความผูกพันกันตั้งแต่สมัยเด็กทำให้คนทั้งคู่นั้นรักกันแต่เมื่อพ่อของคนทั้งคู่นะดูเรื่องเข้าต่างก็พากันกีดกันโดยพ่อแม่ของพวกเขาไม่อยากให้พวกเขาแต่งงานกันนั่นเองแต่ยิ่งนานวันไปยิ่งถูกกีดกันความรักคนทั้งคู่ก็ยังรักกันแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นๆโดยส่วนมากแล้วพวกเขาจะมาอยู่ที่กำแพงที่มีการกั้นระหว่างบ้านทั้งสองหลังเอาไว้โดยจะมีซอกกำแพงให้คนทั้งคู่ได้แอบมองเห็นหน้าและพูดคุยกันได้อย่างไรก็ตามเมื่อความรักสุกงอมทั้งคู่

อยากจะมีการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจึงได้นัดแนะกันเพื่อที่จะหนีตามกันไปโดยมีการนัดกันว่าให้ไปเจอกันใต้ต้นมัลเบอร์รี่ซึ่งปรากฏว่าสาวน้อยทิสเบ ได้ไปถึงที่ใต้ต้นมัลเบอร์รี่ก่อนระหว่างที่ยืนรอชายคนรักอยู่นั้นปรากฏว่ามีสิงโตเดินตรงมาที่เธอซึ่งภายในปากของสิงโตนั้นมีเลือดเต็มไปหมดด้วยความที่สาวน้อยทิสเบ กลัวว่าจะถูกสิงโตทำร้ายเธอจึงได้วิ่งหนีไปจากใต้ต้นมัลเบอร์รี่แต่ระหว่างที่วิ่งหนีนั้นปรากฏว่าผ้าคลุมไหล่ของเธอนั้น

ร่วงลงมาสิงโตที่เดินตามมาทันจึงได้ค่าผ้าคลุมไหล่ของเธอเอาไว้ในปากเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ชายคนรักของเธอนั่นก็คือพีรามุสตามมาพอดี ไม่เห็นผ้าคลุมไหล่ของสาวคนรักอยู่ในปากสิงโตและมีเลือดอยู่เต็มปากทำให้เขาเข้าใจว่าสิงโตนั้นได้กินคนรักของเขาเข้าไปเรียบร้อยแล้วด้วยความเสียใจ พีรามุส จึงได้ใช้มีดของตนเองแทงไปที่หัวใจของตนเอง

ทันทีและเสียชีวิตทันทีเช่นกันขณะเดียวกันนั้นทางด้านสาวน้อยทิสเบ ก็ได้วิ่งย้อนกลับมาเพื่อจะมารอหลายคนรักของเธอแต่เมื่อมาถึงก็พบว่าเขาแทงตนเองเสียชีวิตไปซะแล้วทำให้เธอนั้นเสียใจมากจึงหยิบมีดที่แทงชายคนรักมาปักที่หน้าอกของตนเองและตายตามกันไปในที่สุด

 

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

ศิลปะช่วงวัยเด็ก

ในช่วงวัยเด็กนั้นเราทุกคนล้วนจะต้องเคยเจอกับวิชาเรียนศิลปะอย่างแน่นอนและเชื่อว่าหลายคนตื่นเต้นมากเมื่อจะถึงชั่วโมงเรียนของวิชาศิลปะนี้ เพราะในช่วงวัยเด็กนั้นศิลปะสำหรับเราเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นสิ่งที่สวยงามและเราจะรู้สึกถึงความอิสระเมื่อเราได้เรียนหรือได้อยู่กับศิลปะนั่นเองเมื่อเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆเกี่ยวกับศิลปะในวัยเด็กนั้นในบางครั้งเมื่อเราโตขึ้นบางสิ่งบางอย่าที่เราได้จากศิลปะในตอนเด็กก็สามารถที่จะนำมาประยุกต์และใช้ในตอนโตได้ด้วย

ถึงแม้ในตอนนั้นเราจะเป็นคนที่วาดรูปไม่สวยเลยแต่เมื่อถึงวิชาศิลปะทีไร เราจะตั้งใจและจดจ่อกับสิ่งนั้นมากๆถึงแม้เมื่อเราโตแล้วเราจะได้ทำงานทางด้านศิลปะเลยก็ตามแต่ในช่วงวัยเด็กนั้นศิลปะคงเป็นวิชาเดียวที่ทำให้เรานั้นไม่รู้สึกกดดันและเครียดซึ่งแตกต่างจากวิชาอื่นๆที่เราได้เรียนในตอนเด็กนั่นเอง นอกจากจะเป็นสิ่งที่เรานั้นชื่อนชอบในตอนเด็กแล้วศิลปะถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยขัดเกลาเราในช่วงวัยเด็กให้เรานั้นโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความอ่อนไหว มีความรู้สึกและรวมถึงการมีจินตนาการในสิ่งต่างๆ

เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อเรานึกย้อนเวลากลับไปเมื่อตอนที่เรานั้นเรียนศิลปะ ตอนี้เราอาจจะคิดว่าวาศิลปะนั้นเป็นวิชาที่แทบจะไม่ได้ให้ความรู้อะไรกับเราเลย แต่เราก็คิดเว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกสนุกในช่วงเวลาวัยเด็กอย่างมากและเมื่อโตมาเรากลับนำศิลปะเหล่านั้นมาใช้ใรชีวิตประจำวันหลายๆอย่าง ไม่น่าเชื่อว่าศิลปะในวัยเด้กของเรานั้นจะสามารถช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายขึ้น เพราะเรานพศิลปะในวัยเด็กมาเป็นสิ่งที่ทำให้เรานั้นคิดถึงศิลปะนั่นเอง

มาดูกันว่าศิลปะในช่วงวัยเด็กนั้นมีอะไรกันบ้างซึ่งต้องบอกว่าศิลปะวัยเด็กในช่วง15-20ปีที่ผ่านมานั้นยังคงเป็นศิลปะที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือมีการเรียนรู้ศิลปะที่ทันสมัยเท่าในปัจจุบัน ทำให้การเรียนศิลปะในช่วงวัยเด็กโดยส่วนใหญ่นั้นจะเน้นการสร้างสรรค์โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาสร้างสรรค์โดยวัสดุอุปกรณ์จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลงสีด้วยก้านกล้วย เชื่อว่าผู้คนช่วงวันเมื่อ15-20ปีก่อนหน้านี้จะต้องได้ทำศิลปะในลักษณะนี้ในช่วงวันเด็กอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเป็นศิลปะที่หลายๆคนนำไปสร้างอาชีพได้และยังถิว่าเป็นการสร้างสรรค์ที่สวยงามอย่างมากเลยทีเดียว

ซึ่งในปัจจุบันนี้นั้นถึงแม้การเรียนรูศิลปะส่วนใหญ่จะมีการพัฒนาในด้านเทคโนโลยีโดยการใช้เครื่องมือทางอิเล็คทรอนิกส์ในการเรียนรู้มากขึ้นแต่การให้เด็กได้ใช้สิ่งที่หาได้จากธรรมชาติเพื่อสร้างสรรคืศิลปะนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ยังคงต้องมีการสนับสนุนที่ดีต่อๆไปด้วย

 

 

สนับสนุนโดย  gclub slot ทดลองเล่น

ดราม่านักเรียนโวย ส.ส.พรรคเพื่อไทยกับการเสนอเลื่อนเปิดเทอมเป็น 1 สิงหา

ดราม่านักเรียนโวย ส.ส. พรรคเพื่อไทยกับการเสนอเลื่อนเปิดเทอมเป็น 1 สิงหา พร้อมแนะนำเรียนทุกวันไม่ต้องหยุด

           สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยได้มีการเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องของการเปิดเทอมของเด็กนักเรียนในปีการศึกษา 2563 นี้โดยก่อนหน้านี้มีการระบุว่าควรจะมีการเปิดเทอมในวันที่ 1 กรกฎาคมแต่เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่ายังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควรจึงมีการเสนอแนะเป็นการเปิดเทอมในวันที่ 1 สิงหาคมแทนโดยเสนอเป็นการให้เรียนเสาร์อาทิตย์ชดเชยวันที่หายไปจนกลายเป็นดราม่าเด็กนักเรียนถามเด็กก่อนไหมว่าเรียนไหวหรือไม่  ไม่ใช่ไปถามผู้ปกครอง

         กำลังเป็นกระแสพูดถึงเป็นอย่างมากเกี่ยวกับการที่นายวรสิทธิ์สมาชิกผู้แทนราษฎรของจังหวัดอุบลราชธานีพรรคเพื่อไทยได้มีการเสนอเกี่ยวกับการเปิดเทอมของเด็กนักเรียนซึ่งก่อนหน้านี้มีการประชุมปรึกษาหารือและมีการประกาศออกมาว่าจะมีการให้เด็กนักเรียนเปิดเทอมในวันที่ 1 กรกฎาคมแต่เนื่องจากขนาดนี้ยิ่งใกล้วันที่ 1 กรกฎาคมเข้ามา 8 สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่ายังคงมีอยู่และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสามารถควบคุมไม่ให้การระบาดเกิดขึ้นได้ดังนั้นหลายฝ่ายจึงมองเห็นว่าหากวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

ถ้ายังไม่สามารถควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าได้การที่ปล่อยให้เด็กนักเรียนเปิดเทอมก็จะเป็นการทำให้เด็กนักเรียนได้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้หากเด็กนักเรียนต้องไปโรงเรียนและไปรวมตัวกันเป็นจำนวนมากซึ่งเรื่องนี้ทั้งนายวรสิทธิ์เองก็ได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องของการเลื่อนวันเปิดเทอมเป็นวันที่ 1 สิงหาคมโดยแนะนำว่าทางโรงเรียนสามารถที่จะเปิดเรียนได้ทุกๆวันโดยไม่ต้องมีวันหยุดซึ่งนายวรสิทธิ์เองมองว่าผู้ปกครองของเด็กนักเรียนคงจะไม่ขัดหากจะมีการเลื่อนเปิดเทอมเป็นวันที่ 1 สิงหาคมและมีการชดเชยวันที่หายไปด้วยกันให้เรียนวันเสาร์อาทิตย์เพิ่มเข้ามาแทน

         และหลังจากที่มีการแชร์ข้อความเหล่านี้ลงบนโลกออนไลน์ทำให้เด็กนักเรียนและคุณครูต่างเกิดกระแสดราม่าวิพากษ์วิจารณ์กับคำพูดนี้กันเป็นอย่างมากโดยมีการติดแฮชแท็กขึ้น Twitter ซึ่งหลายคนมองว่าการเรียนนั้นควรจะมีการสอบถามเด็กนักเรียนมากกว่าจะไปถามผู้ปกครองเพราะผู้ปกครองก็ต้องการให้เด็กให้ลูกหลานของตนเองเรียนอยู่แล้วซึ่งทุกวันนี้การถึงศุกร์ก็ต้องเรียนที่โรงเรียนวันเสาร์อาทิตย์ก็ไปเรียนพิเศษตามสถาบันต่างๆแต่หากมีการเสนอให้เปิดเทอมวันที่ 1 สิงหาคมแล้ว

ต้องเรียนที่โรงเรียนทุกวันเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 7 วันไม่มีวันพักเลยเด็กๆจะไม่สามารถเรียนไหวเพราะว่าทุกวันนี้แค่เรียนวันจันทร์ถึงวันศุกร์วันเสาร์อาทิตย์ก็ต้องมาทำการบ้านส่งครูแค่นี้ก็เหนื่อยอยู่แล้วซึ่งตัวคุณครูเองก็ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่าการที่ต้องสอนเด็กนักเรียนทุกวันโดยที่ไม่ได้พักนั้นค่อนข้างที่จะเหนื่อยและหนักมาก

สำหรับคุณครูเพราะต้องเตรียมการเรียนการสอนและยังต้องสอนเด็กทุกวันดังนั้นสิ่งที่สสคนดังได้มีการเสนอแนะไปนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ควรทำและไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องมากนักดูเด็กนักเรียนและคุณครูมองว่าควรจะมีการทำแบบสำรวจเด็กนักเรียนว่าไหวหรือไม่หากจะนำร่องโครงการเรียนทุกวันแบบนี้แต่เด็กส่วนใหญ่ก็บอกว่าในการเรียนการสอนที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็เครียดพออยู่แล้วซึ่งถ้าหากมีการเปิดการเรียนการสอนทุกวันโดยที่ไม่ได้หยุดเกรงว่า 

 อาจจะมีเด็กบางคนเกิดความเครียดมากเกินไปซึ่งอาจจะส่งผลให้เด็กฆ่าตัวตายได้

 

 

สนับสนุนโดย  ufabetcn

ประวัติความเป็นมาต้นกำเนิดของไพ่ป๊อก

ไพ่ป๊อก คือ ไพ่ที่ทำจากแผ่นพลาสติกหรือกระดาษแข็งประมาณฝ่ามือของคนเรา เพื่อให้สะดวกต่อการถือไพ่ได้ถนัด จะมีรูปร่างหรือจำนวนหน้าหรือใบแตกต่างกันไปตามชนิดของไพ่

แต่ชนิดที่นิยมกันมากที่สุด จะเป็นหน้าไพ่แบบชาวตะวันตก คือไพ่หนึ่งสำรับจะมีจำนวนไพ่ 52ใบ ใน52ใบ ก็จะหมายถึง สัปดาห์ทั้งหมดใน 1 ปี มี52 สัปดาห์ เมื่อนำเลขมาบวกกันจะได้ทั้งหมด365วัน รวมกันแล้วจะเท่ากับ 1 ปี

ว่ากันว่าที่มามีถิ่นกำเนิดจากฮินดูสถาน ในปีคริสต์ศตวรรษที่ 7  ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 1953  มีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อว่านายเกิง  โกเนอร์(Gungoneur) ได้เป็นผู้คิดค้นทำไพ่ป๊อกขึ้นโดยคิดจำนวนของไพ่ป๊อกที่จะใช้เล่นซึ่งมีจำนวน 52 ใบ โดยให้ตรงจำนวนสัปดาห์ใน 1 ปี

โดยมีหน้าไพ่ทั้งหมด 4 หน้าคือ

1.โพธิ์ดำ

2.โพธิ์แดง

3.ข้าวหลามตัด

4.ดอกจิก

ความหมายการแจกแจงนี้เกี่ยวกับกาลเวลาของวันคือ

1.สีแดงหมายถึงเวลาตอนกลางวัน

2.ส่วนสีดำหมายถึงตอนกลางคืน

โดยจะแบ่งออกตามฤดูกาล วัยอายุ กษัตริย์ เรียงตามลำดับ ดังต่อไปนี้

1.โพธิ์แดงคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ วัยเยาว์ หรือวัยเด็ก (ชาร์เลอมองค์ Charlemagne)

2.ข้าวหลามตัดคือ ช่วงฤดูร้อน วัยหนุ่มสาวหรือวัยรุ่น (อเล็กซานเดอร์มหาราช Alexander The Great)

3.ดอกจิกคือ ช่วงฤดูใบไม้ร่วง วัยกลางคน หรือวัยหนุ่มใหญ่ (จูเลียสซีซาร์ Julius Caesar)

4.โพธิ์ดำคือ ช่วงฤดูหนาว วัยชราหรือสูงอายุ (กษัตริ์ยเดวิด David)

ตัวควีนในที่นี้หมายถึง พระนางคลีโอพรัตตา(Cleopatra) พระนางเอสเธอร์(Esther)พระนางแห่งซีบาร์(Sheba)แลพระนางโบดิเซียร์(Boadicea) เป็นตัวแทนของไพ่ควีน

และเหล่าตัวJackก็หมายถึง วีรบุรุษคนสำคัญต่างๆของโลก

ความหมายของหน้าไพ่ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบ

1.โพธิ์แดงคือ ความรัก

2.ดอกจิกคือ ความรู้

3.ข้าวหลามตัดคือ สินทรัพย์

4.โพธิ์ดำคือ ความตาย

K Q J จะหันหน้าเข้าหา ดพธิ์แดง ดอกจิก และข้าวหลามดำ แล้วจะหันหลังให้โพธิ์ดำ (ความตาย)

 

นายเกิง โกเนอร์ ผู้นี้เองที่เป็นผู้ที่กำเนิดไพ่ขึ้นมาแต่ละใบซึ่งล้วนแต่มีความหมายในตัวของมัน และปัจจุบันน้อยคนนักที่จะทราบที่มาของไพ่ป๊อกนี้

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ไม่ต้องโหลด

การถ่ายฉากเด่นกว่าตัวแบบหลัก

การถ่ายฉากเด่นกว่าตัวแบบหลัก หนึ่งในข้อผิดพลาดของช่างภาพมือใหม่

เรื่องนี้เป็นปัญหาสำหรับทุกๆคนเลยทีเดียว แล้วก็มีเรื่องของความต่างของอุปกรณ์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นมันก็เป็นเรื่องของงบแต่ละคนด้วยเช่นกัน ถึงอย่างนั้นผมขอพูดถึงสาเหตุก่อนจะไปเรื่องงบดีกว่า เดี๋ยวจะรู้สึกว่าเราไม่มีงบ ก็ไม่ต้องรู้ การถ่ายฉากแล้วมันเด่นขึ้นมาแล้วโดนหลักการแล้วเป็นเพราะอะไรล่ะ มันก็มีอยู่สองสาเหตุหลักๆแหละครับ 

อย่างแรกคือ การที่เราไม่ได้เลือกฉากให้ดีพอ หรือเราไม่ได้จัดฉากด้วยนั้นเอง การที่เราจะไปถ่ายภาพที่ไหน การเลือกมุมของสถานที่มีส่วนสูงในการส่งผลกับแบบ ก่อนอื่นนะ มาคุยกันก่อนว่าเป็นการถ่ายภาพแบบไหน ถ้าเป็นการที่ต้องการเล่นเรื่องจากฉากมากกว่าคน ก็ต้องถือว่า ฉากเป็นแบบหลักนะ ไม่เข้ากับกับประเด็นที่เราจะคุยกันวันนี้ การเลือกฉากแนวถ่ายสิ่งของหรือ portrait นั้น ต้องห้ามให้สิ่งของหรือสัดส่วนฉากมีสีโทนและความน่าสนใจมานำตัวแบบเด็ดขาดเลย ไม่เช่นนั้น รูปนั้นคนจะสนใจไปมองที่ฉากด้วย ทำให้ตัวแบบนั้นน่าสนใจน้อยลง นั้นคือสิ่งต้องห้ามในการถ่ายแบบทุกชนิดเลยทีเดียว

อย่างที่สองคือ เรื่องของภาพล่ะ ภาพที่ว่าคือสิ่งที่อุปกรณ์สื่อออกมาได้ เรื่องนี้มีผลอย่างมากในการถ่ายแบบ portrait เน้นตัวแบบเป็นหลักเท่านั้น การถ่ายแบบ Portrait แบบนี้จะเน้นไปที่ตัวแบบอย่างเดียว ฉากหลังเป็นเรื่องที่เราไม่ได้อยากให้เห็นความเด่นอะไรทั้งนั้น ส่วนมากแล้วฉากหลังควรจะเบลอให้จับสังเกตุไม่ได้ ดังนั้นแล้ว เลนส์มีผลแล้วล่ะครับ เลนส์ที่ทำให้ฉากเบลอได้เยอะๆ ต้องมีชัดลึกชัดตื้นน้อยๆเลย

ก็คือเลนส์ที่มีค่ารูรับแสงกว้างๆนั้นเอง โดยก็จะสัมพันธ์กับระยะของเลนส์ด้วย ถ้าเป็นเลนส์ทางยาวเดียว นั้นคือเลนส์ฟิกซ์ ก็จะมีระยะที่ 35 50 85 ที่เด่นๆ และค่ารูรับแสงต่ำถึง 1.4 จริงๆแล้วต่ำกว่า 1.8ก็ถือว่าทำได้ดีแล้วล่ะ แต่ถ้าเกิดเป็นเลนส์ซูมละก็ ค่ารูรับแสงที่ทำได้นั้นอยู่ที่ 2.8 ซึ่งต้องใช้ทางยาวโฟกัสถึง 100 ขึ้นไป ถึงจะได้ฉากเบลอสมใจ นี่คือสิ่งที่จะบอกเลยว่า เงินทั้งนั้นครับ เลนส์ที่มีค่ารูรับแสงกว้างๆนั้น แพงครับ ถ้าที่ทำได้ดีและราคาถูกสุด ก็ขอแนะนะ ระยะ 50 f1.8 ซึ่งก็ทำได้ดีพอสมควรแล้ว ฉากหลังเบลอได้สบายๆ ไม่ต้องเป็นห่วงเลย

จริงอยู่แหละที่อย่างที่สองจะช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก อย่างผมก็มีเลนส์ที่มีค่ารูรับแสงกว้างเยอะมาก ทำให้ถ่ายยังไง ก็ได้แบบเด่นเป็นส่วนใหญ่ ถ้าไม่ซวยโดนคนใส่เสื้อสีจี๊ดเดินเข้ามาในฉากนะ แต่เราควรจะฝึกเลือกมุมและระยะกับตัวแบบให้ดีเสียก่อน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดูบอล

สัจจะและชีวิต

หากคุณไปดูรูปเขียนแล้วไม่เข้าใจ แล้วคุณก็ตัดสินว่าตัวคุณนั้นไม่เข้าใจศิลปะ เพราะว่าเค้าให้คำนิยามจำกัดในศิลปะคือรูปเขียนที่ดูเพียงเท่านั้น การขยายคำจำกัดความของคำว่าศิลปะในสมัยร่วมสมัยให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ทางศิลปะที่เราเคยได้เรียนรู้อย่างที่ผ่านๆมา 

การสร้างสรรค์ผลงานแบบ Life Specific จะเป็นงานศิลปะที่มีการสร้างสรรค์จากการที่เป็นมนุษย์หนึ่งคนไม่ว่าคุณจะเป็นใครและอยู่ที่ไหน โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีประสบการณ์โดยตรงแต่จะสามารถเข้าใจในงานศิลปะชิ้นนี้ได้เพราะว่ามันเป็นสัจธรรม โดยสิ่งนี้นั้นไม่เกี่ยวกับความรู้ทางประวัติศาสตร์หรือของตัวบุคคลต่างๆ ไม่เกี่ยวกับเองยุคสมัยและเรื่องของเวลา แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่าสัจธรรมที่อยู่เหนือจิตสำนึกของมนุษย์นั่นเอง

ซึ่งจริงๆแล้วนั้นเราอาจจะไม่รู้ว่ามันเป็นศิลปะหรือเปล่าแต่ว่าเราชอบวาดรูป การวาดรูปนั้นมันก็คือวิชาวาดเขียนวิชาหนึ่งและอาจจะไม่ใช่ศิลปะก็ได้ เพราะในสมัยที่เรายังเด็กนั้นเราก็อาจจะไม่รู้ว่า ศิลปะนั้นคืออะไร เราอาจจะเพิ่มมารู้จริงๆเมื่อไม่นานมานี้นี่เองว่าศิลปะจริงๆนั้นคืออะไร เพราะเมื่อก่อนนั้นเราอาจจะคิดว่ามันคือการวาดรูปและเป็นเพียงวิชาที่ต้องเรียนวิชาหนึ่งในการศึกษาเท่านั้นและอาจจะมองว่าศิลปะคือการขายรูปได้การได้รางวัลและมองว่าเป็นเพียงอาชีพมากกว่า 

ศิลปะแท้จริงแล้วก็คือ ความคิดที่เกิดจากการสร้างสรรค์ที่ทำให้เราเข้าใจคุณค่าของการมีชีวิต สัจจะ ความจริง คือกระบวนการตัวนี้นั้นที่เราได้มีการเรียนรู้อยู่ตลอดและทำให้เราเข้าใจ สัจจะ สัจธรรม ไม่ว่าจะเป็นภายในตัวเอง ในธรรมชาติหรือในสังคม สัจจะนั้นที่เราค้นพบหรือกระบวนการที่เราจะสามารถเข้าถึงมันได้นั้นซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นคือศิลปะนั่นเอง ไม่ว่าจะถูกยอมรับหรือถูกยอมรับก็ตาม ขายได้ ได้รางวัลหรือไม่ ก็จะไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เพราะขณะที่เราทำนั้น เราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่และเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่หรือคุณค่าของสัจจะนั่นเอง จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เรานั้นไม่เอาคุณค่าภายนอกหรือมูลค่าสิ่งต่างๆเข้าไปเป็นตัวตัดสินความเข้าใจตัวนี้นั่นเอง

เราจะมองว่าคุณค่าแรกมันไม่ใช่ตรงนั้นเราก็จะมีการเรียนรู้หรือทำความเข้าใจกับสัจธรรมจริงๆ ส่วนผลพลอยได้ที่เราจะประสบความสำเร็จหรือการทำให้สังคมยอมรับมันเป็นเหมือนกำไรหรือผลที่ตามมานั่นเอง และการสร้างสรรค์คือชีวิตและหากว่าเราใช้คำว่าศิลปะคือการสร้างสรรค์ ดังนั้นชีวิตก็คือศิลปะนั่นเอง และกระบวนการในการเข้าใจในสัจจะตัวนี้นั้นต้องยอมรับว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไม่นานและเรายังหวั่นไหวเพราะไม่มีใครมาสอนเราในเรื่องพวกนี้ แน่นอนว่าสิ่งเรานี้นั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราพร้อมที่จะเรียนรู้และยอมรับสิ่งต่างๆนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ

ถ้ำขุนน้ำนางนอน

ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนเป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ มีน้ำไหลในช่วงฤดูฝน และตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอนในจังหวัดเชียงราย ภายในถ้ำมีธารน้ำและมีถ้ำลอด มีหินงอกหินย้อยที่สวยงานเป็นเกล็ดมีแสงสะท้อนออกมา และภายในยังมีถ้ำขนาดเล็กอยู่อีกสามแห่ง ได้มีตำนานที่เกี่ยวกับถ้ำนี้มากมาย

ตำนานที่เล่าขานกันมา

ได้มีการเล่าต่อกันมาว่า ได้มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งแห่งพุกามได้ทำการยกทัพตีเมืองต่างๆเพื่อตามหาชายคนรัก จนมาถึงเมือง เมืองหนึ่งจึงได้เจอกับเจ้าชาย แต่เจ้าชายก็ได้หนีองค์หญิงไปกับสาวคนอื่น จึงสร้างความเสียใจให้แก่เจ้าหญิงอย่างมาก ก่อนตายนางจึงอธิฐานขอให้ร่างกายของตนนั้นได้กลายเป็นเถือกเขา และน้ำตาของนางนั้นได้กลายเป็นขุนน้ำที่อยู่ในถ้ำนางนอนนั้นเอง และพวกที่ติดตามนางมาก็ได้เกิดเป็นชาวบ้านที่อยู่ตามบริเวณถ้ำนางนอนนั่นเอง

ส่วนเรื่องที่มีการเล่าบอกอีกเรื่องเกี่ยวกับการสร้างพระธาตุจอมนาค เรื่องก็มีอยู่ว่า ได้มีพญาครุฑลักพาคัวลูกสาวของพญานาคมาบริเวณเทือกเขาแห่งนี้ พญานาคได้อออกตามหาจึงมาพบลูกสาวของตนนอนอยู่กับพญาครุฑ พญานาคจึงได้ขอลูกสาวของตนคืนจากพญาครุฑ พญาครุฑจึงได้ขอแลกลูกสาวพญานาคกับทองคำ พญานาคจึงให้พญาครุฑมารับทองคำที่ผุดขึ้นมาจากน้ำ และในปัจจุบันเรียกจุดนั้นว่า หนองตานาค

และบริเวณที่พญานาคส่งทองให้แก่พญาครุฑ ปัจจุบันเรียกว่า หนองละกา และทองพญาครุฑได้นำมาเก็บไว้ยังถ้ำทรายคำ ก่อนจะกลับลงบาดาลพญานาคได้สร้างพระธาตุไว้เตือน ชื่อพระธาตุจอมนาค

เรื่องสุดท้ายได้มีการเล่าว่ามีเจ้าหญิงคนหนึ่งที่มีรูปโฉมงดงาม ได้รักกับคนเลี้ยงม้าภายในวัง และเกิดได้เสียกัน จนองค์หญิงนั้นตั้งครรภ์จึงได้พากันหนีออกจากในวัง และการเดินทางนั้นลำบากมาก แล้วด้วยครรภ์ที่ตั้งนั้นหลายเดือนจึงทำให้เดินต่อไปไม่ไหว ฝ่ายสามีจึงอาสาออกไปหาอาหารมาให้และบอกกับเจ้าหญิงว่าอย่าเดินไปไหนให้รออยู่ตรงนี้ ด้านสามีไปแล้วหายไปเลย

เจ้าหญิงเลยเดินตามรอยมาดูจึงเห็นว่าสามีนั้นโดนทหารของบิดาฆ่าตาย จึงเสียใจ จึงใช้ปิ่นปักผมแทงคอตัวเองตายเลือดไหลออกมาเป็นสาย จึงเกิดเป็นแม่น้ำแม่สายจนทุกวันนี้ และร่างกายที่นอนเหยียดยาวกลายเป็นดอยนางนอนนั่นเอง

ภายในถ้ำนั้นยังไม่มีใครสามารถเดินไปได้ลึกมากนัก และยังมีคนอยากจะพิสูจน์ภายในถ้ำนี้เพราะถ้ำนี้มีความยาวถึง7กิโลเมตรเลยที่เดียว

 

 

ขอบคุณ  ufabet  ที่ให้การสนับสนุน

ศิลปะการเเสดงของเเต่ละภาคในประเทศไทย

ประเทศไทย ถือเป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีศิลปะร่วมสมัยมาตั้งเเต่สมัยสุโขทัย เเละเริ่มพัฒนาการเเสดงมาเรื่อยๆ เเละอ่อนช้อน มีความวิจิตรงดงามตระกาลตา เป็นที่ตะลึงของชาวต่างชาติ การเเสดงอันงดงาม มีมาตั้งเเต่สมัยอดีต เเละยังคงความงดงามมาเรื่อยๆมาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งการเเสดงที่มีความงดงาม เเละรุ่งเรืองสุดๆก็น่าจะมาจากสมัยอยุธยา ที่เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการรำไทย เเละการสอนผู้หญิงไห้เป็นนางรำที่มีความโดดเด่น การรำอ่อนช้อย สวยงาม ใครเห็นก็ต้องตะลึง ศิลปะการเเสดงของไทยเลยเป็นที่ต้องตาใครหลายๆคน

หรือเเม้กระทั่งชาวต่างชาติเอง ก็ยังตะลึงในความงดงามของการเเสดงศิลปะของไทย ศิลปะการเเสดงของไทย เลยรุ่งเรืองมาตั้งเเต่อดีต จนถึงในยุคปัจจุบัน ในปัจจุบัน ประเทศไทยของเรา ก็มีถึง4ภาค ซึ่งเเต่ละภาค ก็จะมีเอกลักษณ์ เเละวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน เป็นไปตามลักษณะการอยู่อาศัยของคนในภาคนั้นๆซึ่งจะจำเเนกลักษณะศิลปะการเเสดงของเเต่ละภาคในประเทศไทยในเเต่ละภาค เริ่มจาก

ภาคเหนือ ภาคเหนือ เป็นภาคที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทยเลยก็ได้ ซึ่งจะมีอากาศที่หนาวเย็นสบาย ทำไห้เวลาทำอะไรก็ดูเชื่องช้า อ่อนหวาน เรียบร้อย สบายๆจนไม่โหวกเหวกเกินไป การดำเนินชีวิตของชาวภาคเหนือก็ค่อนข้างเรียบง่าย ส่วนเรื่องการเเสดงประจำภาคนั้นก็จะเป็นการฟ้อน

การฟ้อนของภาคเหนือ ก็จะเเบ่งเป็นหลายๆฟ้อนด้วยกัน เช่น ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนเล็บ เป็นต้น ซึ่งการฟ้อน ก็จะเป็นการฟ้อนที่อ่อนช้อย สวยงาม เรียบง่าย เพราะเป็นภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น เวลาทำอะไรจึงต้องมีความเชื่องช้า เเละประณีตนั่นเอง 

ภาคอิสาน ภาคอิสาน จะนิยมเเสดงเป็นพวกหาของกิน เเละเน้นความสนุกสนานมากกว่า เพราะภาษาพูดที่มีความไว เเละความสนุกสนานในหมู่อิสาน เพลงจึงต้องมีความหมอลำ ส่วนการเเสดงประจำภาค ก็น่าจะเป็นพวก เซิ้งต่างๆ 

ภาคกลาง ภาคกลาง เป็นภาคที่เรารู้จักกันดี ทั้งเรื่องอาหารการกินที่อร่อยเเละเหมือนชาววัง การเเสดงศิลปะนั้น ก็จะเป็นเเบบชาววังอีกด้วย จะเป็นศิลปะการเเสดง คือ การรำ ซึ่งการรำ เป็นการเเสดงที่วิจิตรงดงาม ตามเเบบฉบับชาววังเลย 

ภาคใต้ เป็นการเเสดงเเบบสนุกสนาน เเละเป็นการเเสดงที่มีความว่องไว ดนตรีเเละการเเสดงของภาคใต้ ทำไห้มีความสนุกสนานไปพร้อมกัน ทำไห้ไม่เบื่อ ศิลปะการเเสดงของไทยเเต่ละภาคนั้น ขึ้นอยู่กับความเป็นอยู่ของคนในเเต่ละภาคด้วย ถือว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ในการสร้างเอกลักษณ์ประจำภาคในเเต่ละภาคด้วย