ประวัติความเป็นมาต้นกำเนิดของไพ่ป๊อก

ไพ่ป๊อก คือ ไพ่ที่ทำจากแผ่นพลาสติกหรือกระดาษแข็งประมาณฝ่ามือของคนเรา เพื่อให้สะดวกต่อการถือไพ่ได้ถนัด จะมีรูปร่างหรือจำนวนหน้าหรือใบแตกต่างกันไปตามชนิดของไพ่

แต่ชนิดที่นิยมกันมากที่สุด จะเป็นหน้าไพ่แบบชาวตะวันตก คือไพ่หนึ่งสำรับจะมีจำนวนไพ่ 52ใบ ใน52ใบ ก็จะหมายถึง สัปดาห์ทั้งหมดใน 1 ปี มี52 สัปดาห์ เมื่อนำเลขมาบวกกันจะได้ทั้งหมด365วัน รวมกันแล้วจะเท่ากับ 1 ปี

ว่ากันว่าที่มามีถิ่นกำเนิดจากฮินดูสถาน ในปีคริสต์ศตวรรษที่ 7  ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 1953  มีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อว่านายเกิง  โกเนอร์(Gungoneur) ได้เป็นผู้คิดค้นทำไพ่ป๊อกขึ้นโดยคิดจำนวนของไพ่ป๊อกที่จะใช้เล่นซึ่งมีจำนวน 52 ใบ โดยให้ตรงจำนวนสัปดาห์ใน 1 ปี

โดยมีหน้าไพ่ทั้งหมด 4 หน้าคือ

1.โพธิ์ดำ

2.โพธิ์แดง

3.ข้าวหลามตัด

4.ดอกจิก

ความหมายการแจกแจงนี้เกี่ยวกับกาลเวลาของวันคือ

1.สีแดงหมายถึงเวลาตอนกลางวัน

2.ส่วนสีดำหมายถึงตอนกลางคืน

โดยจะแบ่งออกตามฤดูกาล วัยอายุ กษัตริย์ เรียงตามลำดับ ดังต่อไปนี้

1.โพธิ์แดงคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ วัยเยาว์ หรือวัยเด็ก (ชาร์เลอมองค์ Charlemagne)

2.ข้าวหลามตัดคือ ช่วงฤดูร้อน วัยหนุ่มสาวหรือวัยรุ่น (อเล็กซานเดอร์มหาราช Alexander The Great)

3.ดอกจิกคือ ช่วงฤดูใบไม้ร่วง วัยกลางคน หรือวัยหนุ่มใหญ่ (จูเลียสซีซาร์ Julius Caesar)

4.โพธิ์ดำคือ ช่วงฤดูหนาว วัยชราหรือสูงอายุ (กษัตริ์ยเดวิด David)

ตัวควีนในที่นี้หมายถึง พระนางคลีโอพรัตตา(Cleopatra) พระนางเอสเธอร์(Esther)พระนางแห่งซีบาร์(Sheba)แลพระนางโบดิเซียร์(Boadicea) เป็นตัวแทนของไพ่ควีน

และเหล่าตัวJackก็หมายถึง วีรบุรุษคนสำคัญต่างๆของโลก

ความหมายของหน้าไพ่ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบ

1.โพธิ์แดงคือ ความรัก

2.ดอกจิกคือ ความรู้

3.ข้าวหลามตัดคือ สินทรัพย์

4.โพธิ์ดำคือ ความตาย

K Q J จะหันหน้าเข้าหา ดพธิ์แดง ดอกจิก และข้าวหลามดำ แล้วจะหันหลังให้โพธิ์ดำ (ความตาย)

 

นายเกิง โกเนอร์ ผู้นี้เองที่เป็นผู้ที่กำเนิดไพ่ขึ้นมาแต่ละใบซึ่งล้วนแต่มีความหมายในตัวของมัน และปัจจุบันน้อยคนนักที่จะทราบที่มาของไพ่ป๊อกนี้

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ไม่ต้องโหลด

การถ่ายฉากเด่นกว่าตัวแบบหลัก

การถ่ายฉากเด่นกว่าตัวแบบหลัก หนึ่งในข้อผิดพลาดของช่างภาพมือใหม่

เรื่องนี้เป็นปัญหาสำหรับทุกๆคนเลยทีเดียว แล้วก็มีเรื่องของความต่างของอุปกรณ์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นมันก็เป็นเรื่องของงบแต่ละคนด้วยเช่นกัน ถึงอย่างนั้นผมขอพูดถึงสาเหตุก่อนจะไปเรื่องงบดีกว่า เดี๋ยวจะรู้สึกว่าเราไม่มีงบ ก็ไม่ต้องรู้ การถ่ายฉากแล้วมันเด่นขึ้นมาแล้วโดนหลักการแล้วเป็นเพราะอะไรล่ะ มันก็มีอยู่สองสาเหตุหลักๆแหละครับ 

อย่างแรกคือ การที่เราไม่ได้เลือกฉากให้ดีพอ หรือเราไม่ได้จัดฉากด้วยนั้นเอง การที่เราจะไปถ่ายภาพที่ไหน การเลือกมุมของสถานที่มีส่วนสูงในการส่งผลกับแบบ ก่อนอื่นนะ มาคุยกันก่อนว่าเป็นการถ่ายภาพแบบไหน ถ้าเป็นการที่ต้องการเล่นเรื่องจากฉากมากกว่าคน ก็ต้องถือว่า ฉากเป็นแบบหลักนะ ไม่เข้ากับกับประเด็นที่เราจะคุยกันวันนี้ การเลือกฉากแนวถ่ายสิ่งของหรือ portrait นั้น ต้องห้ามให้สิ่งของหรือสัดส่วนฉากมีสีโทนและความน่าสนใจมานำตัวแบบเด็ดขาดเลย ไม่เช่นนั้น รูปนั้นคนจะสนใจไปมองที่ฉากด้วย ทำให้ตัวแบบนั้นน่าสนใจน้อยลง นั้นคือสิ่งต้องห้ามในการถ่ายแบบทุกชนิดเลยทีเดียว

อย่างที่สองคือ เรื่องของภาพล่ะ ภาพที่ว่าคือสิ่งที่อุปกรณ์สื่อออกมาได้ เรื่องนี้มีผลอย่างมากในการถ่ายแบบ portrait เน้นตัวแบบเป็นหลักเท่านั้น การถ่ายแบบ Portrait แบบนี้จะเน้นไปที่ตัวแบบอย่างเดียว ฉากหลังเป็นเรื่องที่เราไม่ได้อยากให้เห็นความเด่นอะไรทั้งนั้น ส่วนมากแล้วฉากหลังควรจะเบลอให้จับสังเกตุไม่ได้ ดังนั้นแล้ว เลนส์มีผลแล้วล่ะครับ เลนส์ที่ทำให้ฉากเบลอได้เยอะๆ ต้องมีชัดลึกชัดตื้นน้อยๆเลย

ก็คือเลนส์ที่มีค่ารูรับแสงกว้างๆนั้นเอง โดยก็จะสัมพันธ์กับระยะของเลนส์ด้วย ถ้าเป็นเลนส์ทางยาวเดียว นั้นคือเลนส์ฟิกซ์ ก็จะมีระยะที่ 35 50 85 ที่เด่นๆ และค่ารูรับแสงต่ำถึง 1.4 จริงๆแล้วต่ำกว่า 1.8ก็ถือว่าทำได้ดีแล้วล่ะ แต่ถ้าเกิดเป็นเลนส์ซูมละก็ ค่ารูรับแสงที่ทำได้นั้นอยู่ที่ 2.8 ซึ่งต้องใช้ทางยาวโฟกัสถึง 100 ขึ้นไป ถึงจะได้ฉากเบลอสมใจ นี่คือสิ่งที่จะบอกเลยว่า เงินทั้งนั้นครับ เลนส์ที่มีค่ารูรับแสงกว้างๆนั้น แพงครับ ถ้าที่ทำได้ดีและราคาถูกสุด ก็ขอแนะนะ ระยะ 50 f1.8 ซึ่งก็ทำได้ดีพอสมควรแล้ว ฉากหลังเบลอได้สบายๆ ไม่ต้องเป็นห่วงเลย

จริงอยู่แหละที่อย่างที่สองจะช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก อย่างผมก็มีเลนส์ที่มีค่ารูรับแสงกว้างเยอะมาก ทำให้ถ่ายยังไง ก็ได้แบบเด่นเป็นส่วนใหญ่ ถ้าไม่ซวยโดนคนใส่เสื้อสีจี๊ดเดินเข้ามาในฉากนะ แต่เราควรจะฝึกเลือกมุมและระยะกับตัวแบบให้ดีเสียก่อน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดูบอล

สัจจะและชีวิต

หากคุณไปดูรูปเขียนแล้วไม่เข้าใจ แล้วคุณก็ตัดสินว่าตัวคุณนั้นไม่เข้าใจศิลปะ เพราะว่าเค้าให้คำนิยามจำกัดในศิลปะคือรูปเขียนที่ดูเพียงเท่านั้น การขยายคำจำกัดความของคำว่าศิลปะในสมัยร่วมสมัยให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ทางศิลปะที่เราเคยได้เรียนรู้อย่างที่ผ่านๆมา 

การสร้างสรรค์ผลงานแบบ Life Specific จะเป็นงานศิลปะที่มีการสร้างสรรค์จากการที่เป็นมนุษย์หนึ่งคนไม่ว่าคุณจะเป็นใครและอยู่ที่ไหน โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีประสบการณ์โดยตรงแต่จะสามารถเข้าใจในงานศิลปะชิ้นนี้ได้เพราะว่ามันเป็นสัจธรรม โดยสิ่งนี้นั้นไม่เกี่ยวกับความรู้ทางประวัติศาสตร์หรือของตัวบุคคลต่างๆ ไม่เกี่ยวกับเองยุคสมัยและเรื่องของเวลา แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่าสัจธรรมที่อยู่เหนือจิตสำนึกของมนุษย์นั่นเอง

ซึ่งจริงๆแล้วนั้นเราอาจจะไม่รู้ว่ามันเป็นศิลปะหรือเปล่าแต่ว่าเราชอบวาดรูป การวาดรูปนั้นมันก็คือวิชาวาดเขียนวิชาหนึ่งและอาจจะไม่ใช่ศิลปะก็ได้ เพราะในสมัยที่เรายังเด็กนั้นเราก็อาจจะไม่รู้ว่า ศิลปะนั้นคืออะไร เราอาจจะเพิ่มมารู้จริงๆเมื่อไม่นานมานี้นี่เองว่าศิลปะจริงๆนั้นคืออะไร เพราะเมื่อก่อนนั้นเราอาจจะคิดว่ามันคือการวาดรูปและเป็นเพียงวิชาที่ต้องเรียนวิชาหนึ่งในการศึกษาเท่านั้นและอาจจะมองว่าศิลปะคือการขายรูปได้การได้รางวัลและมองว่าเป็นเพียงอาชีพมากกว่า 

ศิลปะแท้จริงแล้วก็คือ ความคิดที่เกิดจากการสร้างสรรค์ที่ทำให้เราเข้าใจคุณค่าของการมีชีวิต สัจจะ ความจริง คือกระบวนการตัวนี้นั้นที่เราได้มีการเรียนรู้อยู่ตลอดและทำให้เราเข้าใจ สัจจะ สัจธรรม ไม่ว่าจะเป็นภายในตัวเอง ในธรรมชาติหรือในสังคม สัจจะนั้นที่เราค้นพบหรือกระบวนการที่เราจะสามารถเข้าถึงมันได้นั้นซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นคือศิลปะนั่นเอง ไม่ว่าจะถูกยอมรับหรือถูกยอมรับก็ตาม ขายได้ ได้รางวัลหรือไม่ ก็จะไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เพราะขณะที่เราทำนั้น เราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่และเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่หรือคุณค่าของสัจจะนั่นเอง จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เรานั้นไม่เอาคุณค่าภายนอกหรือมูลค่าสิ่งต่างๆเข้าไปเป็นตัวตัดสินความเข้าใจตัวนี้นั่นเอง

เราจะมองว่าคุณค่าแรกมันไม่ใช่ตรงนั้นเราก็จะมีการเรียนรู้หรือทำความเข้าใจกับสัจธรรมจริงๆ ส่วนผลพลอยได้ที่เราจะประสบความสำเร็จหรือการทำให้สังคมยอมรับมันเป็นเหมือนกำไรหรือผลที่ตามมานั่นเอง และการสร้างสรรค์คือชีวิตและหากว่าเราใช้คำว่าศิลปะคือการสร้างสรรค์ ดังนั้นชีวิตก็คือศิลปะนั่นเอง และกระบวนการในการเข้าใจในสัจจะตัวนี้นั้นต้องยอมรับว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไม่นานและเรายังหวั่นไหวเพราะไม่มีใครมาสอนเราในเรื่องพวกนี้ แน่นอนว่าสิ่งเรานี้นั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราพร้อมที่จะเรียนรู้และยอมรับสิ่งต่างๆนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ

ถ้ำขุนน้ำนางนอน

ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนเป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ มีน้ำไหลในช่วงฤดูฝน และตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอนในจังหวัดเชียงราย ภายในถ้ำมีธารน้ำและมีถ้ำลอด มีหินงอกหินย้อยที่สวยงานเป็นเกล็ดมีแสงสะท้อนออกมา และภายในยังมีถ้ำขนาดเล็กอยู่อีกสามแห่ง ได้มีตำนานที่เกี่ยวกับถ้ำนี้มากมาย

ตำนานที่เล่าขานกันมา

ได้มีการเล่าต่อกันมาว่า ได้มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งแห่งพุกามได้ทำการยกทัพตีเมืองต่างๆเพื่อตามหาชายคนรัก จนมาถึงเมือง เมืองหนึ่งจึงได้เจอกับเจ้าชาย แต่เจ้าชายก็ได้หนีองค์หญิงไปกับสาวคนอื่น จึงสร้างความเสียใจให้แก่เจ้าหญิงอย่างมาก ก่อนตายนางจึงอธิฐานขอให้ร่างกายของตนนั้นได้กลายเป็นเถือกเขา และน้ำตาของนางนั้นได้กลายเป็นขุนน้ำที่อยู่ในถ้ำนางนอนนั้นเอง และพวกที่ติดตามนางมาก็ได้เกิดเป็นชาวบ้านที่อยู่ตามบริเวณถ้ำนางนอนนั่นเอง

ส่วนเรื่องที่มีการเล่าบอกอีกเรื่องเกี่ยวกับการสร้างพระธาตุจอมนาค เรื่องก็มีอยู่ว่า ได้มีพญาครุฑลักพาคัวลูกสาวของพญานาคมาบริเวณเทือกเขาแห่งนี้ พญานาคได้อออกตามหาจึงมาพบลูกสาวของตนนอนอยู่กับพญาครุฑ พญานาคจึงได้ขอลูกสาวของตนคืนจากพญาครุฑ พญาครุฑจึงได้ขอแลกลูกสาวพญานาคกับทองคำ พญานาคจึงให้พญาครุฑมารับทองคำที่ผุดขึ้นมาจากน้ำ และในปัจจุบันเรียกจุดนั้นว่า หนองตานาค

และบริเวณที่พญานาคส่งทองให้แก่พญาครุฑ ปัจจุบันเรียกว่า หนองละกา และทองพญาครุฑได้นำมาเก็บไว้ยังถ้ำทรายคำ ก่อนจะกลับลงบาดาลพญานาคได้สร้างพระธาตุไว้เตือน ชื่อพระธาตุจอมนาค

เรื่องสุดท้ายได้มีการเล่าว่ามีเจ้าหญิงคนหนึ่งที่มีรูปโฉมงดงาม ได้รักกับคนเลี้ยงม้าภายในวัง และเกิดได้เสียกัน จนองค์หญิงนั้นตั้งครรภ์จึงได้พากันหนีออกจากในวัง และการเดินทางนั้นลำบากมาก แล้วด้วยครรภ์ที่ตั้งนั้นหลายเดือนจึงทำให้เดินต่อไปไม่ไหว ฝ่ายสามีจึงอาสาออกไปหาอาหารมาให้และบอกกับเจ้าหญิงว่าอย่าเดินไปไหนให้รออยู่ตรงนี้ ด้านสามีไปแล้วหายไปเลย

เจ้าหญิงเลยเดินตามรอยมาดูจึงเห็นว่าสามีนั้นโดนทหารของบิดาฆ่าตาย จึงเสียใจ จึงใช้ปิ่นปักผมแทงคอตัวเองตายเลือดไหลออกมาเป็นสาย จึงเกิดเป็นแม่น้ำแม่สายจนทุกวันนี้ และร่างกายที่นอนเหยียดยาวกลายเป็นดอยนางนอนนั่นเอง

ภายในถ้ำนั้นยังไม่มีใครสามารถเดินไปได้ลึกมากนัก และยังมีคนอยากจะพิสูจน์ภายในถ้ำนี้เพราะถ้ำนี้มีความยาวถึง7กิโลเมตรเลยที่เดียว

 

 

ขอบคุณ  ufabet  ที่ให้การสนับสนุน

ศิลปะการเเสดงของเเต่ละภาคในประเทศไทย

ประเทศไทย ถือเป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีศิลปะร่วมสมัยมาตั้งเเต่สมัยสุโขทัย เเละเริ่มพัฒนาการเเสดงมาเรื่อยๆ เเละอ่อนช้อน มีความวิจิตรงดงามตระกาลตา เป็นที่ตะลึงของชาวต่างชาติ การเเสดงอันงดงาม มีมาตั้งเเต่สมัยอดีต เเละยังคงความงดงามมาเรื่อยๆมาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งการเเสดงที่มีความงดงาม เเละรุ่งเรืองสุดๆก็น่าจะมาจากสมัยอยุธยา ที่เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการรำไทย เเละการสอนผู้หญิงไห้เป็นนางรำที่มีความโดดเด่น การรำอ่อนช้อย สวยงาม ใครเห็นก็ต้องตะลึง ศิลปะการเเสดงของไทยเลยเป็นที่ต้องตาใครหลายๆคน

หรือเเม้กระทั่งชาวต่างชาติเอง ก็ยังตะลึงในความงดงามของการเเสดงศิลปะของไทย ศิลปะการเเสดงของไทย เลยรุ่งเรืองมาตั้งเเต่อดีต จนถึงในยุคปัจจุบัน ในปัจจุบัน ประเทศไทยของเรา ก็มีถึง4ภาค ซึ่งเเต่ละภาค ก็จะมีเอกลักษณ์ เเละวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน เป็นไปตามลักษณะการอยู่อาศัยของคนในภาคนั้นๆซึ่งจะจำเเนกลักษณะศิลปะการเเสดงของเเต่ละภาคในประเทศไทยในเเต่ละภาค เริ่มจาก

ภาคเหนือ ภาคเหนือ เป็นภาคที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทยเลยก็ได้ ซึ่งจะมีอากาศที่หนาวเย็นสบาย ทำไห้เวลาทำอะไรก็ดูเชื่องช้า อ่อนหวาน เรียบร้อย สบายๆจนไม่โหวกเหวกเกินไป การดำเนินชีวิตของชาวภาคเหนือก็ค่อนข้างเรียบง่าย ส่วนเรื่องการเเสดงประจำภาคนั้นก็จะเป็นการฟ้อน

การฟ้อนของภาคเหนือ ก็จะเเบ่งเป็นหลายๆฟ้อนด้วยกัน เช่น ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนเล็บ เป็นต้น ซึ่งการฟ้อน ก็จะเป็นการฟ้อนที่อ่อนช้อย สวยงาม เรียบง่าย เพราะเป็นภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น เวลาทำอะไรจึงต้องมีความเชื่องช้า เเละประณีตนั่นเอง 

ภาคอิสาน ภาคอิสาน จะนิยมเเสดงเป็นพวกหาของกิน เเละเน้นความสนุกสนานมากกว่า เพราะภาษาพูดที่มีความไว เเละความสนุกสนานในหมู่อิสาน เพลงจึงต้องมีความหมอลำ ส่วนการเเสดงประจำภาค ก็น่าจะเป็นพวก เซิ้งต่างๆ 

ภาคกลาง ภาคกลาง เป็นภาคที่เรารู้จักกันดี ทั้งเรื่องอาหารการกินที่อร่อยเเละเหมือนชาววัง การเเสดงศิลปะนั้น ก็จะเป็นเเบบชาววังอีกด้วย จะเป็นศิลปะการเเสดง คือ การรำ ซึ่งการรำ เป็นการเเสดงที่วิจิตรงดงาม ตามเเบบฉบับชาววังเลย 

ภาคใต้ เป็นการเเสดงเเบบสนุกสนาน เเละเป็นการเเสดงที่มีความว่องไว ดนตรีเเละการเเสดงของภาคใต้ ทำไห้มีความสนุกสนานไปพร้อมกัน ทำไห้ไม่เบื่อ ศิลปะการเเสดงของไทยเเต่ละภาคนั้น ขึ้นอยู่กับความเป็นอยู่ของคนในเเต่ละภาคด้วย ถือว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ในการสร้างเอกลักษณ์ประจำภาคในเเต่ละภาคด้วย

ทำไมผู้สูงอายุถึงชอบกดส่งไลน์สวัสดีตอนเช้า

“ตึ๊ง…ตึง” เสียงไลน์ดังขึ้นราวกับเสียงไก่ขันในยามเช้าปลุกเราให้ตื่นจากการหลับใหล แน่นอนว่า สิ่งแรกที่หลายคนทำในช่วงตื่นนอนคงหนีไม่พ้นการเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่ออ่านไลน์ เช็คข้อความจากลูกค้า หัวหน้าส่งข้อความมาจิกและที่สำคัญคือ “ภาพดอกไม้สวัสดีตอนเช้าจากเหล่าบรรดาเซเลบยุค 60” ที่ใครๆก็อยากจะบล็อกซะเหลือเกิน

คนกลุ่มไหนบ้างที่ชอบส่งภาพดอกไม้สวัสดีตอนเช้า

ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปที่กลุ่มคนที่มีอายุหน่อย ที่เราชอบเรียกว่า “สว” หรือสูงวัยนั่นเอง ชอบส่งรูปดอกไม้ สวนสาธารณะ รูปตัวเองหรือออกแนวธรรมะ ก็แล้วแต่คนชอบ มีคนเคยเข้าไปสอบถามกับคนกลุ่มนี้ว่า “ทำไมถึงชอบส่งภาพสวัสดีตอนเช้าต่างๆเหล่านี้ทุกวัน ไม่เบื่อบ้างหรือ”  คำตอบที่ได้ก็คือ “ก็อยากให้คนที่ได้รับข้อความรู้ว่า เรายังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน และให้รู้ว่ากำลังคิดถึงอยู่เสมอ”

แต่ทำไมข้อความเหล่านี้จากพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ไม่เคยเข้าถึงคนรุ่นเราเลย

หลายครั้งที่วัยรุ่นส่วนใหญ่มักจะหงุดหงิดหรือรำคาญกับข้อความสวัสดีตอนเช้าหล่านี้จากพ่อแม่ที่อยู่ห่างไกล ญาติผู้ใหญ่รวมไปถึงย่า ยาย ที่อยู่ต่างจังหวัด ข้อความที่แสดงถึงความห่วงใยกลับกลายเป็นความเบื่อหน่ายของลูกหลาน ด้วยเหตุผลเพราะช่องว่างระหว่างวัยที่มากขึ้นทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน ลองปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ ถ้าเราอยู่ในช่วงวัยอย่างท่าน เราจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า 

 

แล้วทำไมภาพสวัสดีตอนเช้า ต้องเป็นภาพดอกไม้และใช้สีประจำวัน

รู้หรือไม่ การส่งภาพต่างๆเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะส่งไปมั่วๆ แต่ละภาพ แต่ละข้อความล้วนมีความหมาย โดยส่วนใหญ่เหล่าผู้สูงอายุจะเลือกภาพและข้อความให้ตรงกับบุคลิกของผู้รับสาร ถ้าเป็นคนตลก ก็จะเน้นไปที่ภาพแสดงถึงอารมณ์ขบขัน ถ้าหากเป็นคนรักธรรมชาติ ก็จะเน้นหนักไปที่ภาพดอกไม้และสวน และสำหรับคนที่เป็นสายธรรมะหน่อยก็จะเน้นไปที่ภาพพระพุทธรูปพร้อมประกอบคำสอนต่างๆ 

สีพื้นหลังและสีตัวอักษรก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เช่น วันจันทร์สีเหลือง วันอังคารสีชมพู วันพุธสีเขียว เป็นต้น ส่วนบางคนอาจใช้สีที่ถูกโฉลกและเสริมดวงในแต่ละวันก็พบได้บ่อยเหมือนกัน

 

จะเห็นแล้วว่า การส่งภาพเพื่อสวัสดีตอนเช้าของเหล่าบรรดาผู้สูงอายุไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ หรือญาติของเรานั้น โปรดอย่ามองในแง่ลบ หรือเบื่อไปเลยซะทีเดียว ลองหันกลับมาอ่านข้อความ ชื่นชมภาพถ่าย พิจารณาสีสัน และส่งข้อความแสดงความคิดถึงเพื่อตอบกลับท่านเหล่านั้น เชื่อแน่เลยว่า ผู้รับก็สุขใจ ผู้ให้ก็เป็นสุข  

ผีจ้างหนัง

ผีจ้างหนัง

ผีจ้างหนังเป็นเรื่องเล่าขานกันมา และได้มีคนนำไปทำภาพยนตร์ขึ้นด้วยและตำนานนี้ได้เกิดขึ้นที่คำชะโนด คำชะโนดเป็นป่าที่มีเรื่องราวอาถรรพ์และเรื่องลี้ลับมากมายที่ทั้งชาวไทยและชาวลาวต่างให้ความนับถือ เชื่อกันว่าบริเวณนี้เป็นวังพญานาค และเป็นป่าแห่งเดียวที่มีต้นคำชะโนดมีอายุนับร้อยปี อยู่ในป่าคำชะโนดที่เดียวเท่านั้น

เรื่องเล่าจากผู้ที่ถูกจ้างมาฉายหนัง

จากการบอกเล่าของผ็ที่ถูกจ้างให้นำหนังมาฉายเกิดขึ้นในปี 2532 เริ่มแรกตันนั้นได้รับการว่าจ้างให้ไปฉายหนังในราคา 4000ให้ไปฉายหนังในงานวัดแถวๆป่าคำชะโนด และจะต้องฉายหนังให้ถึงตี4 ของวันถัดไปและจะต้องออกจากพื้นที่นั้นสว่างและเมื่อตอนเดินออกมานั้นห้ามหันหลังกลับไปมอง และหลังจากที่ตนนั้นได้รับค่ามัดจำเรียบร้อยจึงเตรียมอุปกรณ์ในการฉายหนังและไปกับลูกน้องอีก4คนรวมตนเองด้วยเป็น 5คน และได้ทำการเดินทางไปตามที่ผู้ว่าจ้างได้บอก เมื่อเดินทางมาใกล้ถึงบริเวณป่าก็ใกล้จะค่ำแล้ว แต่ต้นกับลูกน้องยังมองไม่เจอวัดที่จัดงาน

หรือบ้านคนเลยเพราะก็พยายามมองหาคนที่จะมารับก็ไม่มี จึงจอดรถคิดว่าจะกลับแล้วเข้ามาใหม่ แล้จู่ๆก็มีผู้หญิงสองคน สวมชุดดำเข้ามาเรียกแล้วบอกจะนำไปยังวัดที่จัดงานเอง แต่ก็แอบสงสัยว่าโผล่ออกมาจากไหน เมื่อเดินทางใกล้มาถึงบริเวณที่จะจัดงานกับไม่มีเสียงเพลง หรือเสียงการแสดงอาไรเลย เจอแต่ผู้คนในหมู่บ้าน ซึ่งผู้ชายจะสวมเสื้อสีขาว

ผู้หญิงจะใส่ชุดดำ และเมื่อมองด้วยก็สามารถแยกออกได้เลยว่าผู้ชายใส่ขาว ผู้หญิงใส่ดำแม้กระทั่งเด็ก และจึงรีบจักการตั้งจอหนัง และอุปกรณ์ต่างๆเสร็จ ระหว่างนั้นชาวบ้านก็ออกมานั่งดูหนังกันบ้างแล้ว แต่จะนั่งแยกชาย หญิงอีกเช่นกัน หนังที่ผู้ฉายเตรียมไปฉาย4เรื่อง และพอเริ่มจะฉายเรื่องที่สามเจ้าภาพได้นำข้าวต้มมาเลี้ยงพวกฉายหนังเป็นข้าวต้มใส่ถ้วยเล็กๆแต่รสชาติอร่อยมากเมื่อถึงตี 2หนังที่เตรียมมาฉายหมดผู้คนก็ทยอยกันกลับ และได้มีผู้หญิง2คนและได้ทำการจ่ายค่าจ้างที่เหลือด้วยเหรียญทั้งหมดและเมื่อถึงทางออกจึงได้ลงจากรถไป

และเมื่อหันหลังกลับไปมองไม่เจอใครอีกเลย และตนนั้นได้กลับมาถึงบริษัทก็ได้ทำการลื้อประวัติของผู้ว่าจ้างและได้สอบถามไปยังรายชื่อที่ตนมีและเจ้าตัวที่ถูกใช้ชื่อบอกว่าตนไม่เคยได้ว่าจ้างให้ไปฉายหนังที่ไหนเลย เจ้าของหนังก็กลับไปถามเจ้าอาวาสที่วัดสถานที่ตนนั้นไปฉายหนัง เจ้าอาวาสยังบอกอีกว่าวันนั้นไม่ได้มีงานเกิดขึ้น และเจ้าของหนังก็ยังสรุปไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่ว่าจ้างตนนั้นไปฉายหนังมาจนถึงทุกวันนี้

ประวัติเกี่ยวกับโต๊ะจีนลิง

เทศกาลเลี้ยงโต๊ะจีนลิงถือเป็นประเพณีของไทยไปอีกเทศกาลหนึ่ง

จะจัดขึ้นในจังหวัดลพบุรี ซึ่งมีลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก ในบริเวณศาลพระกาฬ และพระปรางค์สามยอด ทางจังหวัดได้ให้มีการจัดงานการเลี้ยงโต๊ะจีนขึ้นมา บริเวณจัดงานจะจัดที่ศาลพระกาฬให้บรรดาลิงทั้งหลายได้มีอาหารกินที่ดีปีละหน นักเที่ยวและชาวบ้านเชื่อกันว่าลิงพวกนี้เป็นลูกศิษย์ของพระกาฬ จึงนำอาหารมาให้ลิงได้กินอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว แล้วลิงจะมีความเชื่องกับคน ไม่กลัวคนกล้าเข้าใกล้ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญอีกแห่งหนึ่ง หลายๆคนที่ไม่ใช่คนลพบุรีอาจจะไม่ค่อยรู้จักเทศกาลนี้สักเท่าไหร่เราจึงนำมาเสนอ เทศกาลสำคัญของจังหวัดลพบุรี ให้คนที่ไม่เคยมาท่องเที่ยวให้รู้จักและมาเที่ยวเทศกาลนี้กัน เพราะเป็นเทศกาลที่มีความน่าสนใจอย่างมาก เลยอยากให้หลายๆคนที่ไม่เคยรู้จักเทศกาลนี้เลย ให้ได้รู้จักกันมากยิ่งขึ้นและจะได้นิยมมาเที่ยวในเทศกาลนี่กันมากยิ่งขึ้นทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่

การจัดโต๊ะจีน

ทางจังหวัดลพบุรีได้มีการจัดการให้อาหารลิง 3ช่วงเวลา เป็นช่วงเช้าจะเวลา สิบโมงเช้า เที่ยง แล้วก็ สี่โมงเย็น จะมีโต๊ะจีนเป็นร้อยโต๊ะ และจะจัดสถานที่ให้ลิงได้วิ่งเล่น ส่วนอาหารบนโต๊ะนั้นก็จะมีพวกผลไม้ พวกกล้วย สับปะรด แอบเปิ้ล ส้ม แตงโม มะละกอ เป็นต้น และยังมีพวกพืชผักที่เหล่าบรรดาลิงชอบกัน นำมาจัดไว้บนโต๊ะจีนนี้ด้วย

พิธีงานเลี้ยงโต๊ะจีนลิง

จะมีการเปิดงานโดยผู้ว่าราชจังหวัด โดยการตัดริบบิ้นและจัดให้มีการแสดงของเหล่านักเรียน และชาวบ้านจะจัดให้มีขบวนแห่ที่แต่งกายประดับประดา มาประชันโฉมกันต่างๆนาๆ ทั้งแบบสวยงามและขบขัน และจะมีร้านค้าไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

โต๊ะจีนลิงที่จัดทำขึ้นมาเพื่อที่จะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวลพบุรี และยังติดอันดับ 1 ใน10 ของโลกในเรื่องเทศกาลแปลก และเป็นที่สนใจชองนักท่องเที่ยวและนักข่าวสำนักต่างๆของไทย และต่างประเทศ ที่ให้ความสนใจในเทศกาลเลี้ยงโต๊ะจีนลิง และบังเข้าถึงกับลิงได้อีกด้วยเพราะลิงนั้นไม่กลัวคน บางคนมีการถ่ายรูปกับลิงไว้เป็นที่ระลึกเมื่อมาเที่ยวเทศกาลโต๊ะจีนลิงแล้ว ยังได้ชมโบราณสถานอย่างศาลพระกาฬ พระปรางค์สามยอด และ ทุ่งดอกทานตะวัน และสถานที่เที่ยวอื่นอีกมาหมาย และเทศกาลเลี้ยงโต๊ะจีนลิงนี้ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างประเทศให้มาเที่ยวยังจังหวัดลพบุรีนี้เป็นจำนวนมาก และยังสร้างชื่อเสียงโด่งดังไปไกลถึงทั่วโลก

มารู้จักนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกกันไหม

นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกนั้นมีมากมายหลายท่าน และแต่ละคนก็คิดค้น หรือค้นพบหรือแม้แต่ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์กับคนทั้งโลกไว้มากมาย วันนี้เราจะมาพาคุณไปรู้จักกับนักวิทยาศาสตร์ที่หลายคนอาจจะรู้จักกันมาบ้างแล้ว และอาจจะยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักมาแนะนำกัน

ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) 

สำหรับนักวิทยาศาสตร์คนแรกนี้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้และมีชื่อเสียงเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์ ซึ่งเขาเชื่อว่าสัตว์จะมีพัฒนาการเกี่ยวกับการปรับตัวของตัวเองไปเรื่อยๆให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่สัตว์อาศัยอยู่ ซึ่งหลักการของเขานั้น มีทั้งกลุ่มคนที่เห็นด้วยและกลุ่มคนที่เห็นต่าง สำหรับชาร์สส์ ดาร์วิน นั้น เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ คริสต์ศักราช 1809  และเขามีอายุยาวนานถึง 73 ปีจึงเสียชีวิตโดยเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 เดือนเมษายนต์ คริสต์ศักราช 1882 ว่ากันว่าในปัจจุบันทฤษฏีเกี่ยวกับสัตว์ของเขาก็ยังคงเป็นเรื่องที่แบ่งกลุ่มโต้แย้งกันอยู่เลย

 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) 

สำหรับนักวิทยาศาสตร์คนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เขาเป็นคนเยอรมันเชื้อสายยิว เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อเสียงโด่งดังก้องโลกแต่เชื่อไหมว่าในสมัยทีเขายังเด็กนั้นเขามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเรียนได้ช้ามาก่อน โดยกว่าเขาจะสามารถพูดได้ก็เมื่ออายุ 3 ปีไปแล้วและสามารถอ่านหนังสือได้เมือตอนอายุ 8 ปี ซึ่งหากย้อนดูประวัติของเขาแล้วแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงได้ เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม คริสต์ศักราช  1879 และมีอายุยาวนานจนถึง 78 ปีจึงเสียชีวิตลง โดยเขาได้เสียขีวิตลงเมือ่วันที่ 18 เดือนเมษายน คริศต์ศักราช 1955

มารี กูรี (Marie Curie) 

ถือได้ว่าเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งและเป็นบุคคลที่สมควรยกย่องเป็นอย่างมาก เธอเป็นคนแรกที่ค้นพบรังสีเรเดียม ซึ่งในปัจจุบันเราได้นำรังสีนี้มารักษาคนป่วยที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งและเนื้องอก ซึ่งหากใครที่เป็นมะเร็งระยะเริ่มต้นหากรักษาด้วยรังสีเรเดียมแล้วจะหาย ซึ่งผลงานที่เธอสร้างมาได้รับรางวัลโนเบลด้วยและสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมากนั่นก็คือ การที่เธอค้นพบรังสีเรเดียมนั้น เธอไม่ได้นำไปจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเองเพื่อที่เธอจะได้ร่ำรวยจากการคิดพบนี้แต่เธอกลับเสียสละตัวเองเพื่อค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับรังสีเรเดียมนี้ไปเรื่อยๆเพื่อที่จะได้รักษาคนได้มากขึ้น จนเธอเสียชีวิตลงเพราะอยู่ใกล้กับรังสีเรเดียมมากเกินไป  สำหรับมารี กูรี เป็นคนโปแลนด์ เกิดวันที่ 7 เดือนพฤศจิกายน คริสต์ศักราช 1867 และมีอายุได้เพียง 66 ปีก็เสียชีวิตลงแล้ว โดยเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 เดือนกรกฎาคม คริสต์ศักราช 1934

 

ประวัติของเมืองลับแล

ประวัติของเมืองลับแลที่มีตำนานเหล่ากันมาอย่างช้านาน

เรื่องราวที่มีประวัติความเป็นมาอย่างช้านานที่ทุกคนนั้นไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองลับแลที่เรานั้นกล่าวถึงที่กล่าวออกมาเป็นตำนานประวัติศาสตร์อย่างไรและในส่วนของเมืองลับแลนั้นมันมีอยู่ที่ไหนบ้างและอยู่ในจังหวัดอะไรบ้างซึ่งบอกได้เลยว่าเรื่องราวสุดลึกลับแบบนี้จะมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างไรที่เกี่ยวกับของเมืองลับแลแห่งนี้

เมืองลับแลที่วัดปาโปงกระทิง จังหวัดราชบุรี

มีชายอยู่คนหนึ่งกล่าวอ้างว่าเขาได้มีโอกาสเข้าไปเที่ยวในเมืองบังบด ณวัดปาโปงกระทิงมาแล้วและก็ได้เดินผ่านไปตามชายป่าซึ่งมีต้นไม้ใหญ่คล้ายๆกับต้นยูคาลิปตัสซึ่งก็ได้ปลูกอยู่ริมทางเดินและเขานั้นก็ได้สังเกตุเห็นหลุดกว้างที่มีขนาดใหญ่อยู่หลังต้นไม้ซึ่งเมื่อเขาได้มองลงไปซึ่งสิ่งที่เห็นและพบนั้นเป็นขั้นบันไดเมื่อเขานั้นดูแล้วว่าทางนั้นซึ่งเป็นทางเดินลงข้างล่างจริงๆเขานั้นก็ได้เดินตามลงไปแต่แล้วเมื่อลงไปได้ไม่ถึง10เก้าก็ถึงพื้นสำหับภายในนั้นเขาก็ได้เห็นผู้คนมากมายนั้น

ได้เดินไปมาจับจ่ายใช้สอยบรรยากาศร่มไม่อบอาวเหมือนกับข้างบนซึ่งผู้คนนั้นต่างก็มีรอยยิ้มที่สดใสชายคนนั้นก็ได้กล่าวอีกว่าเขาได้มีโอกาศพูดคุยกับคนที่นั่นซึ่งทุกคนนั้นก็ได้มีความเป็นกันเองไม่ถือเนื้อถือตัวและหยิ่งแต่อย่างใดแต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเขานั้นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งได้พูดเสียงดังว่าประตูด้านบนจะปิดแล้วให้คุณรีบกลับได้แล้วและซึ่งทันใดนั้นก็มีผู้คนหลายคนเดินนำหน้าและได้พาตนไปยังบนไดข้างด้านบนชายคนดังกล่าวก็ได้เดินตามไปแต่เมื่อพอมาสุดขั้นบนไดข้างบนแล้ว

 

พวกเขาก็ได้หันหลังจากลงไปข้างด้านล่างอีกและเมื่อชายคนนั้นหันหลังกลับไปดูก็ได้พบว่าประตูนั้นก็ได้ปิดลงแล้วนอกจากนี้ชายคนนั้นก็ได้เดินออกมาด้วยความมึนงงและเมื่อชายคนนั้นได้เดินกลับไปในที่แห่งนั้นอีกแต่ก็ได้พบว่าไม่มีร่องรอยของทางลงหรือประตูแต่อย่างใดซึ่งที่ตรงนั้นเป็นเพียงแค่พื้นลาบแถมยังมีต้นไม้ต้นหญ้าปกคลุมมากมายภายหลังต่อมาชายคนนี้ก็คิดได้ว่าเขาคงจะได้พบกับเมืองลับแลเข้าให้แล้ว ซึ่งในทางตรงกันกับเมื่องเก่าหรือลี้ลับเหล่านี้หากมีการมองอีกแง่มุมนึงก็เท่ากับว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องลี้ลับที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นก็เป็นได้